งานเสวนา จิบน้ำชา : Tablet ในมือเด็ก เศษเหล็ก หรือตำรา

DSC_4048

วันที่ 11 พฤษภาคม ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ และสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดงานเสวนา จิบน้ำชา : Tablet ในมือเด็ก เศษเหล็ก หรือตำรา ณ ห้องอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวฯ โดยมี น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายวสันต์ ลิ่วลมไพศาล ผู้ร่วมก่อตั้ง เว็บไซต์ blogone นางนันท์นภัส ศรีประเทศ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ นางศรีดา ตันทะอธิพานิช ประธานเครือข่ายผู้ปกครองออนไลน์ และ พท.นพ.ยุทธพงษ์ อิ่มสุวรรณ เลขาธิการ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย

 DSC_4085

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า กระบวนการเรื่องการจัดซื้อแท็บเล็ตภายหลังการเซ็นสัญญา จากนี้ จะมีคณะกรรมการไปและผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบคุณภาพ ในส่วนการลงระบบปฏิบัติงานและซอฟแวร์ ที่โรงงาน ก่อนจะผลิต ซึ่งจะไม่ใช้เวลามากนัก ในส่วนสาระวิชา ได้ถูกพัฒนาให้ใช้งานได้บนระบบแอนดรอยด์แล้ว

“เนื้อหาวิชาทั้ง 8 เล่ม และ 5 สาระวิชา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษาและภาษาอังกฤษถูกบรรจุเข้าสู่เครื่องเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 366 บท รวมทั้งคลังข้อสอบพร้อมเฉลี่ยให้คะแนน ที่ผู้ปกครองสามารถมีส่วนร่วมได้”

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวถึงการส่งมอบและกระจายเครื่องไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศว่า เมื่อเครื่องมาถึงจะมีการตรวจรับตามมาตรฐานเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ จากนั้นกระทรวงศึกษา จะกระจายไปตามพื้นที่ตามแผนที่วางไว้เรียบร้อยแล้ว โดยให้ไปรษณีย์ไทยประมาณ 100 แห่งทั่วประเทศ จัดส่งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้กระจายสู่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ต่อไป

DSC_4094

“การกระจายช่วงแรกไม่เกินวันที่ 10 กรกฎาคม แท็บเล็ต 4 แสนเครื่อง จะกระจายไปทั่วประเทศ ทุกสังกัด รวมทั้งโรงเรียนที่สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วงที่สองไม่เกิน 10 สิงหาคม ประมาณ 5.3 แสนเครื่องจะกระจายออกไป รวมแล้วทั้งหมด 9.3 แสนเครื่อง ซึ่งจะทันในช่วงการเรียนการสอนอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ในส่วนเด็กที่เกินวัย ประถมศึกษาปีที่1 ก็มีการตั้งงบประมาณไว้แล้ว สุดท้ายจะได้รับการอนุมัติให้ชั้นปีใดต่อไปต้องติดตาม”

ในส่วนความห่วงกังวลเกี่ยวกับการใช้งานที่ความเสี่ยงและความปลอดภัยในการใช้งาน น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า จะมีการจัดทำระบบไวไฟ (WIFI) เป็นเครือข่ายเสมือนส่วนตัว หรือ VPN (Virtual Private Network) มาใช้ เฉพาะการศึกษาในประเทศ ที่เปรียบเสมือนทางหลวงอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนแท็บเล็ตเสมือนรถที่จะวิ่งไปถึงคลังความรู้ที่เตรียมไว้ เพื่อนำไปใช้

“ระบบดังกล่าวจะจำกัดและไม่อนุญาตให้ไปสู่ทางอื่นๆ เช่น เว็บโป๊ เกมหรือการพนัน จะมีระบบติดตามการใช้งาน จึงเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางสีขาวเข้าสู่คลังความรู้ของประเทศเท่านั้น สำหรับการดูแลรักษาทั้งเครื่องที่เสียหายในขอบเขตความรับผิดชอบและไม่ได้รับผิดชอบของประกันและการทำสัญญา โรงเรียนสามารถเรียกไปรษณีย์มารับไปซ่อมได้ และจะจัดหาเครื่องทดแทนให้ภายในเวลา 3 วัน”

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ครูและผู้ปกครองจะมีส่วนสำคัญ ในการปลูกฝังและพัฒนาความรู้ของเด็ก เพราะเด็กเป็นผ้าขาวที่สอนและปลูกฝังได้ เพื่อให้อนาคตเมื่อโตแล้วเด็กจะสามารถหยั่งรู้ความพอดี และความถูกต้องในการใช้งาน นั่นคือความจำเป็นที่ต้องให้เริ่มใช้งานกับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ฉะนั้น แท็บเล็ตจึงไม่ใช่เหรียญข้างใดข้างหนึ่ง แต่มีทั้งดีและไม่ดี อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า แนวโน้มโลกคงหนีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นไม่ได้ โดยจากนี้หากโครงการมีปัญหาก็ขอให้เป็นวาระของทุกคนที่จะช่วยกันปรับปรุงข้อด้อย แจ้งปัญหา ให้โครงการดีขึ้นเรื่อยๆ

“ตัวเครื่องแท็บเล็ตจะเป็นสามารถนำกลับไปใช้ที่บ้านได้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของครู และการทำข้อตกลงกับผู้ปกครอง ซึ่งแท็บเล็ตจะติดตัวเด็กไป 3 ปี เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ก็จะยกให้เป็นสมบัติของเด็ก”

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวในมุมมองผู้ปกครองด้วยว่า ตนเห็นว่าแท็บเล็ตจะเป็นอุปกรณ์เสริมการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งครอบครัวที่มีกำลังควรสนับสนุนอุปกรณ์ดังกล่าวให้ลูกๆ โดยช่วยเลือกเนื้อหาดีๆ ให้เด็กได้ฝึกหัด พัฒนาภาษา มีสื่อการสอนสมัยใหม่ เป็นการเปิดได้โอกาสดีๆ ในการศึกษา ทั้งนี้ ทุกกระบวนการทำหน้าที่บนความห่วงใย ตั้งแต่เลือกสเปคที่มีความเหมาะสม ในส่วนราคาที่ถูกก็มาจากความร่วมมือระหว่างรัฐบาล ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง และกระบวนการขายอื่นๆ ดังนั้น ราคาถูก จึงไม่ได้หมายความว่าของจะไม่ดี

 

ขณะที่นายวสันต์ กล่าวว่า สเปคของแท็บเล็ตตัวนี้ค่อนข้างสูงกว่าแท็บเล็ตทั่วไป โดยเฉพาะในราคานี้ ในส่วนซอฟแวร์กำหนดไว้ไม่น่ามีปัญหา สิ่งที่น่าห่วง คือ สำหรับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 คือ การตกกระแทก และการตั้งค่าให้ใช้งานไม่ได้ ส่วนนี้ต้องมีการเตรียมพร้อมแก้ปัญหาไว้ด้วย

 

ด้านนางนันท์นภัส กล่าวว่า โรงเรียนราชวินิต กรุงเทพฯ ได้เป็นรับเป็นโรงเรียนนำร่องในการทดลองใช้แท็บเล็ต โดยในช่วงแรกมีความกังวลหลายอย่าง แต่ภายหลังได้รับการอบรม จึงมีประสบการณ์มาใช้ในการสอน ทำให้การเรียนการสอนง่ายและสนุกขึ้น ผลจากการสอน 2 เดือน พบว่า เด็กตื่นตัว สนุกสนาน และคาดว่าอนาคตในปีต่อไป ไม่น่าเป็นสิ่งที่ยาก เนื้อหาค่อนข้างครบถ้วน อยู่ครูจะเลือกใช้ ในส่วนการออนไลน์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตก็เป็นดุลยพินิจของครู ตามความเหมาะสมและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เรียน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกชั่วโมง ประมาณ 20 นาทีก็พอเพียง ให้มีการพักสายตาด้วย

“โรงเรียนจะกำหนดเวลาในการใช้งาน เรื่องการใช้ที่นอกลู่นอกทางจึงไม่เกิดขึ้น มีการสร้างกติกาและข้อตกลง หากออกกฎกติกาจะตักเตือน และมีบทลงโทษ ส่วนมากเด็กๆ รักษากติกาได้ดี ในส่วนข้อกังวลเรื่องการดูแลรักษา ได้ทดลองให้เด็กกล่องดินสอสังกะสีฝึกเป็นแท็บเลต ห้ามไม่ให้ทำตก เสียหาย สำหรับปัญหาการตั้งค่าเครื่องก็มีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลอยู่

ส่วนนางศรีดา กล่าวว่า เครือข่ายผู้ปกครองมีความกังวลหลายประเด็น ตั้งแต่ความชัดเจนในการแจก เนื้อหาในแท็บเล็ต เพื่อที่ผู้ปกครองจะสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมในการใช้งานของลูก ซึ่งควรมีผู้ติดตามและแถลงถึงความชัดเจนเป็นระยะๆ นอกจากการติดตามจากสื่อ อีกทั้ง ผู้ปกครองเห็นว่า การแจกให้แก่เด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ยังไม่เหมาะสม เพราะแม้จะสามารถสอนให้เด็กใช้เป็นได้ แต่ยังดูแลตัวเองและดูแลรักษาของไม่ได้ และห่วงว่าเด็กจะเข้าถึงสื่อเร็วเกินไป ในขณะที่ผู้ปกครองในบางพื้นที่ก็ไม่เข้าใจและใช้งานไม่ได้ ควรมีการอบรมการใช้งาน เพื่อให้สามารถแนะนำและควบคุมลูกๆ ได้

DSC_4053

ด้านพท.นพ.ยุทธพงษ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อสายตา จากการใช้งานแท็บเล็ต เป็นหลักการเช่นเดียวกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ เช่น แสงสว่างจ้า การใช้งานนานๆ ซึ่งจะแสบและเคืองตาได้มากกว่า รวมทั้ง การกระพริบตา ที่หากดูโทรทัศน์ หรือจ้องแสงต่อเนื่องจะทำให้กระพริบตาน้อยลง ทำให้เกิดการแสบตา ต่างจากการอ่านหนังสือ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับว่าบรรจุเนื้อหาแบบใดลงในแท็บเล็ต ทั้งนี้ การสอนไม่ควรต่อเนื่องทุกคาบเรียน ให้มีการพักสายตาด้วย

“สายตาสั้นเกิดจากหลายปัจจัย เช่น 1.พันธุกรรม มีแนวโน้มมาก 2.สิ่งแวดล้อม การใช้สายตาระยะใกล้ๆ นานๆ ก็มีกลุ่มเสี่ยงมากกว่า หลักๆ จึงขึ้นอยู่กับเนื้อหา ความสว่างจ้า และระยะเวลาในการใช้งาน ที่ต้องควบคุมและระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ควรให้เด็กตรวจสุขภาพตาก่อนการใช้งานด้วย”

Admin

ผู้สื่อข่าวด้านไอที