P2P Meeting Day 2012 หัวข้อ “พร้อมรับ ปรับตัว ทะลวงสื่อ”

P2P” 2012

คู่มือเพื่อนักประชาสัมพันธ์เล่มนี้ ถือเป็นคู่มืออีกเล่มหนึ่งของชมรมนักข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่ได้จัดทำขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งต่อการนำไปใช้ประกอบเป็นข้อมูล ของการร่วมกิจกรรม P2P Meeting Day 2012 ในหัวข้อ “พร้อมรับ ปรับตัว ทะลวงสื่อ”  โดยวัตถุประสงค์ของคู่มือเล่มนี้เป็นการนำเสนอในภาคแห่งการปรับตัวการทำงานของนักประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล บนช่องทางสื่อสารในรูป Social Media ที่ปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพในการประชาสัมพันธ์นอกเหนือจากใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารส่วนตัวในชีวิตประจำวัน

เนื้อหาที่รวบรวม ได้มีการขัดเกลา ปรับแต่ง ให้สอดรับการนำไปใช้งาน และ ข้อแนะนำอันเป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ซึ่งฝ่ายวิชาการ ได้รวบรวมเนื้อหาและความต้องการจากผู้ร่วมกิจกรรม P2P นับตั้งแต่เริ่มกิจกรรมมา  ที่ชมรมฯ มุ่งหวังให้สมาชิกองค์กร และนักประชาสัมพันธ์ เป็นไปในทิศทางที่สอดคล้องและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตลอดจนการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ในวงการไอซีทีในปัจจุบัน ในการเสริมองค์ความรู้ การลดช่องว่างในการทำงาน มีความเข้าใจอันดีในการทำงานทั้งในมุมมองของนักประชาสัมพันธ์ และในมุมมองของสื่อมวลชน บนกิจกรรมข่าวในแต่ละวัน  ตลอดจนการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์

หากข้อเขียนต่างๆ ยังมีข้อผิดพลาดขอให้ท่านผู้รู้ ได้โปรดชี้แนะ และสามารถให้คำแนะนำ เพิ่มเติม ต่อการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาในคู่มือ  P2P มีเนื้อหา ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น สำหรับการใช้เป็นคู่มือในกิจกรรมคั้งต่อไป หรือปรับเปลี่ยน เอกสารคู่มือฉบับนี้เป็นคู่มือเพื่อนักประชาสัมพันธ์  ที่สามารถนำไปตีพิมพ์เผยแพร่ในสาธารณะ หรือ นำไปเป็นคู่มือประกอบการศึกษาในกลุ่มผู้เรียนในเชิงวิชาชีพ ได้อีกด้วย

 

 

ฐิติชัย อัฏฏะวัชระ

รองประธานฝ่ายวิชาการ

 

 

 

คู่มือเพื่อนักประชาสัมพันธ์

 

 

 

P2P Meeting Day 2012

 

พร้อมรับ  ปรับตัว  ทะลวงสื่อ

 

 

 

 

 

ชมรมนักข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศ(ITPC)

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์

 

 

สารบัญ

 

เนื้อหา                                                                                                                                   หน้า

 

บทบาทของ Social Media กับการประชาสัมพันธ์ในยุคใหม่                                        1

ทิศทางการประชาสัมพันธ์ในโลกยุคดิจิตอล                                                                   3

Public Relation 2.0: “ให้สังคมบอกต่อสังคม”                                                                               7

การเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ขององค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่าน Social Media                     13

“บล็อกเกอร์” เป็น “สื่อ” หรือไม่?                                                                                      17

Social Media Marketing Dictionary: 120 Terms to Know                                         37

 

บทบาทของ Social Media กับการประชาสัมพันธ์ในยุคใหม่

 

โดย : ฐิติชัย อัฏฏะวัชระ รองประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย @popclub_ceo

 

ด้วยปัจจุบันกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทยมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและสูงขึ้นทุกปี จึงทำให้การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ เป็นไปได้อย่างหลากหลาย และได้เกิดสื่อสังคมออนไลน์ หรือ Social Media  ที่กลุ่มผู้ใช้งานได้นำมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสื่อสาร ทั้งการรับและ ส่งข้อมูล จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน ด้วย Social Media มีการใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และมีความยืดหยุ่น ทำให้ผู้ใช้งานออนไลน์สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันข้อมูลข่าวสารระหว่างกันในสังคมได้ Social Media ที่ใช้กันในปัจจุบันมีหลายประเภท ได้แก่ Blog, Social Networking, Micro Blog, Media Sharing และ Online Forums ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ใช้งานต่างเล็งเห็นถึงอรรถประโยชน์และการบูรณาการ จาก Social Media โดยเฉพาะภาคธุรกิจนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารการตลาด การประชาสัมพันธ์ การสร้างแบรนด์ และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ในการกระจายข้อมูลสื่อสารถึงตรงยังกลุ่มเป้าหมาย ได้อย่างใกล้ชิดนอกเหนือจากการสื่อสารบนช่องทางสื่อดั้งเดิม อาทิ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น

การทำประชาสัมพันธ์สามารถทำได้ในหลายๆช่องทางโดยพิจารณาถึงเหมาะสมความสอดคล้องกับข่าว และกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ ซึ่งมีทั้ง “เป้าหมายหลัก”  และ “เป้าหมายรอง” โดยมีช่องทางประชาสัมพันธ์ ดังต่อไปนี้

  1. ผ่าน “สื่อมวลชน”ซึ่งมีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน หนังสือรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือนรวมไปถึงสื่อออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ข่าว สำนักข่าว
  2. สร้าง “สื่อสร้างสรรค์เอง” เช่น ทำใบปลิว แผ่นพับ โบชัวร์ คัทเอาท์  บิวบอร์ด เสียงตามสายวีดีทัศน์ ซีดี และวีซีดี
  3. สร้างกิจกรรม จัดกิจกรรมขึ้นมาให้น่าสนใจ สามารถจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายหลัก กลุ่มเป้าหมายรองมารับรู้ หรือเป็น “ประเด็น” ให้ “สื่อมวลชน” นำไปขยายต่อ ในรูปของรายงานข่าวหรือบทความต่อไป
  4. สื่อสารด้วยการพูด เช่น แถลงข่าว ออกรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ไปร่วมอภิปราย เพราะฉะนั้น นักประชาสัมพันธ์ ควรจะ “ต้องพูดเป็น”
  5. Social Mediaอีกหนึ่งช่องทางการสื่อสารในยุคใหม่ ที่ใช้เครือข่ายออนไลน์ ในการเป็นตัวกระจายข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย อาทิ Blog, Social Networking, Facebook, Twitter, Instagram, Linkedin, Micro Blog, Media Sharing และ Online Forums ที่นักประชาสัมพันธ์สามารถใช้เป็นช่องทางไปยังกลุ่มเป้าหมาย สื่อมวลชน ตลอดจนการสร้างความสนใจยังสื่อมวลชนได้นำไปขยายต่อ ในรูปของรายงานข่าวหรือบทความต่อไป

ข้อดีของการใช้ Social Media ในงานการประชาสัมพันธ์ด้วยเพราะปัจจัยด้านต้นทุนต่ำ การกระจายข้อมูลสามารถแพร่กระจายสร้างการรับรู้ได้เร็ว ผู้ส่งสารสามารถเลือกใช้เทคโนโลยี อุปกรณ์ รูปแบบการสื่อสารได้อย่างสะดวก ในการนำเสนอเนื้อหาประชาสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลาย ทั้ง ตัวอักษร ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ที่ผ่านการสังเคราะห์เนื้อหาให้สอดรับต่อผู้รับ แต่ถึงอย่างไรนักประชาสัมพันธ์ จะต้องศึกษาถึงผลดีผลเสียที่ได้ให้ถ่องแท้เสียก่อนที่จะนำ Social Media มาใช้งาน ควรมีการวางแผนวิธีการแก้ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งต้องมีการเลือกใช้สื่อในแต่ละรูปแบบให้เหมาะสม หากสื่อสารผิดพลาดก็จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร สินค้า บริการได้

 

การปรับตัวของนักประชาสัมพันธ์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพฤติกรรมผู้บริโภค และการเปลี่ยนแปลงของสื่อ สามารถกระทำได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีพื้นฐานและองค์ความรู้ด้านทักษะการใช้งาน Social Media มิได้มีความยุ่งยากซับซ้อนมากนัก  เพราะเครื่องมือการใช้งานในแต่ประเภท Social Media  ได้ถูกออกแบบมาใช้งานง่าย บนพื้นฐานความเข้าใจการใช้งานเหมือนผู้ใช้งานทั่วไป หรือเสมือนหนึ่งการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่สามารถส่งข้อมูลผ่านได้จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แท็บเล็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่  เพียงแต่ผู้ใช้งานนั้น จะต้องเข้าใจในกระบวนการบริหารข้อมูล และรูปแบบวิธีการสื่อสาร ที่อยู่ในกรอบภารกิจงานประชาสัมพันธ์บนการนำเสนอเนื้อหาที่อยู่บนพื้นฐานของวิชาชีพ การเคารพสิทธิผู้บริโภคในการรับสาร เสมือนหนึ่งวิธีปฏิบัติเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข่าวในช่องทางดั้งเดิม

 

 

+++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทิศทางการประชาสัมพันธ์ในโลกยุคดิจิตอล

 

ที่มา : ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ, Trends &Commnications Challenges, เข้าถึงได้จาก http://www.drphot.com และบทสัมภาษณ์บางส่วน จาก กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2555

สรุปคัดย่อ : ฐิติชัย อัฏฏะวัชระ รองประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

ทิศทางของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นับเป็นความท้าทายของงานประชาสัมพันธ์และการสื่อสารองค์กรการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้ทำให้รูปแบบของการสื่อสารในภาพรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ทั้งบทบาท หน้าที่ วิธีการ การใช้เครื่องมือสื่อสารของนักประชาสัมพันธ์ การเชื่อมโยงการสื่อสารทั้งภายนอกและภายในที่เข้มข้น

แนวคิด ทักษะ การจัดการประเด็นต่างๆ พร้อมด้วยการบริหารช่องทาง การใช้เครื่องมือใหม่ๆ และวิทยาการต่างๆ มากยิ่งขึ้น เพื่อการเตรียมพร้อมนับเป็นความสำคัญต่อการรับมือต่อกับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ดังกล่าวโดยแนวคิดของการประชาสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นการบริหารจัดการสื่อสารขององค์กร ที่ต้องขับเคลื่อนไปภายใต้สิ่งแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอนและมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

การให้ความสำคัญของการสื่อสารทั้งภายนอก และภายในเป็นสิ่งที่นักการสื่อสารต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งและดำเนินไปควบคู่กันอย่างปฏิเสธไม่ได้การประชาสัมพันธ์จำเป็นต้องใช้แนวคิด เครื่องมือทางการสื่อสารที่เหมาะสม กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ และวัดผลได้ชัดเจน

 

10 ประเด็น PR หลักขององค์กรระดับโลก ที่ต้องใช้สื่อสารสาหรับการแข่งขัน เพื่อความก้าวหน้าที่ยั่งยืน

  1. Corporate Movement & Information
  2. Business, Market Positioning
  3. Executive Vision
  4. Product & Service Value
  5. Communications for Engagement
  6. Data / Research Service & Consultant
  7. Corporate & Marketing Agenda
  8. Innovation & Business Connection
  9. Expert ,Award, Ranking ]
  10. Social Content

 

 

 

CREATIVEAND INNOVATIVECOMMUNICATIONS CONCEPTSAND

CHANNELSIN CONSUMER’S EDGE

 

  • การใช้แนวคิดสร้างสรรค์การสื่อสารที่เป็นนวัตกรรม
  • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการบริโภคข้อมูลข่าวสารและการรับรู้
  • การเติบโตของช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ
  • การเข้าใจถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคม/การเข้าถึง
  • การปรับรูปแบบการสื่อสารที่เหมาะสม

 

Content Communications

 

การสื่อสารที่เป็นการประชาสัมพันธ์จะปรับเปลี่ยนเป็นการสื่อสารในเชิงเนื้อหามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะความจำเป็นในการอธิบายข้อเท็จจริง ไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก ความเข้าใจที่สามารถปรับ ประยุกต์เป็นแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม การจัดการกับเนื้อหา ที่จะปรากฏผ่านสื่อสารมวลชน สื่อส่งเสริมการตลาด และสื่อดิจิทัล ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเป็นลำดับ

สำหรับการประชาสัมพันธ์ที่เป็นการสื่อสารเนื้อหาหรือข้อมูลนั้น จะเน้นการแทรกเข้าไปอยู่ในบทความ รายการ บทสนทนา หรือการรายงาน ที่อยู่การใช้ชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น

 

Create Channel

 

การสร้างช่องทาง เวทีที่เปิดกว้างสาหรับการรับฟังความคิดเห็นของคนในองค์กรทั้งระบบบุคลและเทคโนโลยี การรับฟังหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ดีกว่าการปิดโอกาส ทำให้รู้ถึงความต้องการเหตุผล เพราะทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ต้องการแสดงความคิดเห็นมากกว่าการปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุผลที่สนับสนุนอย่างเพียงพอ ก้าวทันและรองรับด้วยเทคโนโลยี สร้างพื้นที่สื่อสารให้ได้สมบูรณ์ หลากหลายและมีประสิทธิภาพ

 

Participation

 

  • ศึกษาและทาความเข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
  • พฤติกรรมและการใช้ชีวิต(รูปแบบการใช้ชีวิต/ที่อยู่/ช่วงเวลา/ความสนใจ)
  • การเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน
  • การพัฒนาระบบการสื่อสารอยู่ตลอดเวลา
  • การสื่อสารที่สม่ำเสมอ

 

การบูรณาการสื่อและช่องทางการสื่อสาร

 

  • การผสมผสานทั้ง new media / traditional media อย่างสอดคล้อง
  • เข้าใจข้อจำกัด จุดแข็ง-จุดอ่อนของแต่ละสื่อ

 

รูปแบบการสื่อสารที่เข้าถึงและครองใจกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะผ่าน Social Media หรือสื่อใดก็ตาม ได้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น สร้างสรรค์เรื่องราวและประเด็นขององค์กรหรือสินค้า เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิดในด้านต่างๆ กิจกรรมทางสังคม เกิดพฤติกรรมที่เป็นพลังของเครือข่ายผ่านการสื่อสาร  จึงกลายมาเป็นความต้องการที่องค์กรต้องเลือกสรรกลยุทธ์ให้เหมาะกับแบรนด์ เพื่อรับมือกับเทรนด์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

 

กลยุทธ์สื่อสารดิจิทัล

กลยุทธ์การสื่อสารในยุคดิจิทัลที่องค์กรต้องจับตามอง ประกอบด้วย

  • การให้ความสำคัญต่อคุณค่าขององค์กรเพื่อความผูกพันในระยะยาวเพราะการชื่นชอบแบบฉาบฉวย ดูไม่เป็นประโยชน์กับองค์กร เพราะอาจเกิดการเปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา การสื่อความให้เห็นถึงชื่อเสียง ทิศทางความก้าวหน้า การสร้างความมั่นใจที่มีต่อองค์กร ควบคู่ไปกับการสร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำเกิดความน่าความสนใจในคอนเทนท์อย่างสม่ำเสมอ
  • การรู้จัก เข้าใจและเข้าถึงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายทั้งในเชิงโครงสร้างและรูปแบบการใช้ชีวิต ที่มีความหลากหลาย ซับซ้อนมากขึ้น ความเป็นตัวตนของตัวเอง การต้องการสร้างการยอมรับ ความอดทนในการรอลดน้อยลง  และ Brand Loyalty น้อยลง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการ “เลือกเนื้อหา วิธีการ และเครื่องมือในการสื่อสารผ่านดิจิทัล คอนเทนท์” ทั้งสิ้น
  • การสื่อความที่กระตุ้นพฤติกรรมในการสร้างความสัมพันธ์และสื่อสารข้อมูลที่น่าเชื่อถือเนื่องจากผู้บริโภครับข้อมูลที่มาจากสิ่งต่างๆ รอบตัว สนใจการเล่าเรื่องที่ได้พบเจอและประสบการณ์ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มัก “เชื่อ” กับสิ่งที่วางใจแบบการเป็นเพื่อนคู่คิด ติดตามกระแสความสนใจใหม่ๆ องค์กรจึงต้องให้ความชัดเจนในการเปิดเผยตัวตนให้สังคมได้รับรู้ และปรับวัฒนธรรมให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามา Share ประสบการณ์มากขึ้น
  • การให้ความสำคัญการสื่อสารภาพลักษณ์ Brand และสื่อสารการตลาดปัจจุบันหมดยุคของการต่างคนต่างทำงานในองค์กรเดียวกัน โดยขาดการผสมผสานที่สอดคล้องสิ้นเปลืองทั้งงบประมาณและการขาดเอกภาพของแบรนด์ การให้ข้อมูลที่สะท้อนเอกลักษณ์ ทั้งด้านองค์กร สินค้า บริการ ผู้บริหาร เทคโนโลยี ต้องมีความชัดเจนเป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์
  • เสนอคอนเทนท์ที่แสดงถึงคุณค่าของสินค้าหรือบริการด้วยการบอก หรืออธิบายความโดดเด่นของแต่ละสินค้า หรือบริการด้วยการแสดงให้เห็นคุณค่าที่เหนือกว่าแบรนด์และผลิตภัณฑ์อื่นๆ การอธิบายแจ้งมูลค่า ได้แก่ การให้ข้อมูล ค่าธรรมเนียม อัตราค่าบริการ และสิทธิประโยชน์ ไม่แอบแฝง เพราะระบบตรวจสอบโดยสังคมสามารถทำได้อย่างรวดเร็วในโลกออนไลน์  และมีผลต่อความเชื่อมั่นหากปิดบัง หรือไม่เผยแพร่ความจริง
  • การทำธุรกิจต้องใส่ใจสังคม สังคมแสวงหาคน “เก่งและดี” จึงต้องมีเรื่องการมีส่วนร่วมกับสังคมเข้ามา แต่ทั้งหมดที่ทำจะต้องไม่หลอกลวงและฝืนตัวเอง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้เกิดการยอมรับ เชื่อถือในแนวคิด ความตั้งใจดี ขณะเดียวกันต้องดูแลพนักงานขององค์กรให้มีความสุขและส่งต่อความรู้สึกที่ดีไปยังสังคม
  • การบริหารกลยุทธ์สื่อสารองค์กรในปัจจุบันไม่ใช่เรื่อง “ง่าย” แต่เป็น “ความท้าทาย” สำหรับสร้างความเชื่อมโยงทั้งสื่อและการบริหารประเด็น ตลอดจนการควบคุมการสื่อสารทั้งกระบวนการผ่านสื่อทั่วไปและสื่อออนไลน์ ให้เกิดความสอดคล้องและส่งผลดีต่อแบรนด์และองค์กร

 

+++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Public Relation 2.0: “ให้สังคมบอกต่อสังคม”

 

โดย : อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคามภาควิชาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

ยุคของการประชาสัมพันธ์ที่สร้างการสนทนาและเครือข่าย

การประชาสัมพันธ์ก่อนหน้านี้มักเป็นเรื่องของการให้องค์กรพูดสิ่งที่ต้องการพูดให้สังคมได้รับรู้ การทำงานประชาสัมพันธ์เน้นไปในเรื่องการสร้างสัมพันธ์กับสื่อเพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารและแจ้งข้อมูลกับสังคม แต่ในยุคของโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย หรือที่เราเรียกว่ายุค PR 2.0 นั้น การประชาสัมพันธ์หรือ Public Relation จะวนย้อนกลับไปที่ ‘Public’ หรือสังคม และการสร้างสัมพันธ์กับสังคม เพื่อให้สังคมสร้างการสนทนา ดึงสังคมมาเป็นส่วนร่วม และสังคมจะเป็นคนบอกต่อสิ่งที่องค์กรต้องการเอง ซึ่งการสร้างการสนทนานี้เป็นผลมาจากเครื่องมือบนสื่อออนไลน์ที่เติบโตและกลายเป็นช่องทางเสริมที่สำคัญในการสื่อสาร โดยเฉพาะเครื่องมือ Social Media หรือ สื่อสังคม ทีกำลังเติมโตและได้รับความนิยมในการใช้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ซึ่งจะเป็นช่องทางหนึ่งที่ช่วยเสริมการ “สร้างการสนทนา และ บอกต่อ” ได้เป็นอย่างดี

Social Media คืออะไร? Social Media คือช่องทางในการสื่อสารบนสื่อออนไลน์ หรือ ผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่เชื่อมโยงเครือข่ายได้ เช่นมือถือ โดยมีลักษณะของการมีส่วนร่วม เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายหรือสังคมออนไลน์ โดยทุกคนสามารถเป็นทั้งผู้รับสารและส่งสาร ในลักษณะแบ่งปัน แลกเปลี่ยนกัน ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหา เรื่องราว ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเอง ทำขึ้นเอง หรือพบเจอจากสื่ออื่นๆ แล้วนำมาแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตนได้

 

 

ลักษณะสำคัญของ Social Media คือ

  1. การมีส่วนร่วม มีช่องทางสนับสนุนให้เกิดการให้ข้อมูล สร้างเนื้อหามาแลกเปลี่ยนกัน มี feedback ทำให้ความต่างระหว่าง media & audience มันเบลอ เพราะต่างเป็นผู้ส่งและรับ..สื่อสารสองทาง
  2. เปิดช่องทางให้มีการตอบโต้ แลกเปลี่ยน feedback มีปฎิสัมพันธ์ โหวตได้ comment ได้ และแบ่งปันข้อมูลได้….ทุกอย่างเปิดกว้าง
  3. การทำให้เกิดการสื่อสารสองทาง เกิดการสนทนา
  4. สื่อที่ช่วยสร้างสังคม เชื่อมโยงเครือข่าย ทำให้เกิดการไล่ของข้อมูลข่าวสารภายในกลุ่ม ชุมชนออนไลน์ หรือเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน
  5. สื่อมีคุณสมบัติการเชื่อมโยงจากหลายแหล่งเข้าหากัน สามารถ link ไปยัง site ไปหาคนอื่นๆ และไปยังข้อมูลที่หลากหลายได้

จากลักษณะที่ว่ามาแล้วนั้นแสดงให้เห็นว่า Social Media คือสิ่งที่ผู้ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ใน 2 เรื่องหลักๆ คือ การสร้างการสนทนาให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภคและกลุ่มเป้าหมาย และ การกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อ ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะเครือข่ายและแบ่งปันกัน

เครื่องมือ social media ช่วยให้ผู้ทำประชาสัมพันธ์หรือองค์กรหาช่องทางในการสนทนากับกลุ่มเป้าหมายได้ ทำไมการสนทนาจึงสำคัญ? เพราะคนในปัจจุบันนี้มีช่องทางการรับสารมาก มีข้อมูลให้เลือกรับมาก และเขาจะเลือกรับในสิ่งที่ตรงกับความสนใจ และจะเชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกต่อๆ กันมามากกว่าสิ่งที่องค์กรนั้นเป็นคนบอกผ่านสื่อ ดังนั้นการสร้างการสนทนาเพื่อให้เครือข่ายของคนบนโลกโซเชียลมีเดียช่วยบอกต่อและพูดถึงองค์กรจึงเป็นพลังเงียบที่น่าสนใจมาก เพราะสามารถชักจูงใจให้เชื่อตามได้มากกว่าข้อความเกี่ยวกับองค์กรที่มาจากองค์กรบอกเล่าเอง นอกจากนั้น การอยู่ในวงสนทนา ทำให้องค์กรรู้เท่าทันว่า ผู้บริโภคและสังคมคิดอย่างไรกับองค์กรและสามารถปรับแผนการสื่อสารทั้งรุกและรับได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้ social media เช่น Facebook Fan Page / Twitter และ Youtubeซึ่งเป็นสามเครื่องมือยอดฮิตในการใช้งานและเป็น platform ที่คนใช้กันมากที่สุดอยู่ในปัจจุบัน ก็เป็นช่องทางในการสื่อสารและให้ข้อมูลต่างๆ ที่มีประโยชน์กับผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้เกิดความสนใจ เมื่อดึงเขามาในวงสนทนาได้แล้ว สิ่งต่อไปที่คนทำประชาสัมพันธ์ต้องทำคือ การสร้างการพูดคุยที่ดึงดูด (engage) ให้ผู้ฟังอยากมีปฏิสัมพันธ์ต่อด้วย โดยการสร้างความสัมพันธ์นี้ต้องไม่เป็นความพยายามขายตรงหรือยกยอองค์กรให้ฟัง ต้องสร้างการคุย สร้างความสัมพันธ์ แล้วจึงจะนำไปสู่พฤติกรรมการเชื่อมั่นในองค์กร และสุดท้ายคือเขาจะเลือกที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการขององค์กรนั้นๆ ด้วยความมั่นใจ

ประโยชน์จากการสื่อสารโดยตรงกับสังคม (Public) นั้นทำให้นักประชาสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องพึงพาเพียงสิ่งที่สื่อหลักจะพูดเกี่ยวกับองค์กรเท่านั้น แต่สามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหา (Content) ที่ต้องการสื่อสารกับสังคมได้ด้วยตัวเองด้วย PR 2.0 เป็นการขยับเข้าไปใกล้ใจกลางของสังคมมากขึ้น เปิดโอกาสให้นักประชาสัมพันธ์ฟังเสียงของสังคม และส่งเสียงแลกเปลี่ยนความเห็นกับสังคมได้ง่ายขึ้น การสร้างความสัมพันธ์บน Social Media ไม่ว่าการพัฒนา content อย่างใดก็ตาม สิ่งที่ต้องคำนึงไว้เสนอคือ ผลของการสื่อสารบนโลกโซเชียลมีเดียนั้นจะเกิดผลใน 3 ระดับคือ

สร้าง Profile – การสร้างตัวตนขององค์กร การเสริมการรับรู้เกี่ยวกับองค์กรในรูปแบบต่างๆ

 

 

เกิดเป็น reputationคือการมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ ซึ่งระดับนี้เกิดได้จาก การที่องค์กรสามารถสื่อสารสิ่งที่มีคุณค่ากับกลุ่มผู้บริโภคได้ เป็นแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์ มีคุณค่าต่อสังคมที่มากกว่าการขายสินค้าบริการ และมีการบอกต่อๆ กันของผู้ที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับองค์กรนั้น

 

 

และสุดท้ายก็จะเกิดความเชื่อมั่น ไว้ใจในองค์กร ในสินค้า และบริการขององค์กร นำไปสู่การตัดสินใจเลือกใช้และเลือกซื้อได้ในที่สุด

 

ดังนั้น หากสรุปง่ายๆ ก็คือ PR2.0 คือการดึงการทำงานประชาสัมพันธ์กับไปอยู่กับ Public อย่างแท้จริงนั่นเอง

 

 

หลักการในการใช้ Social Media ให้เกิดประโยชน์

  1. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
    1. เข้าใจเครื่องมือแต่ละแบบ และลักษณะเฉพาะในการใช้งาน เลือกใช้ให้เหมาะสมกับกิจกรรมและงาน ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างทุกครั้ง แต่เลือกใช้อย่างเหมาะสมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
    2. ศึกษา function ต่างๆ ของ Social Media ให้ละเอียด เช่น บน Facebook ต้องเข้าใจการใช้ subscribe การใช้ interest การจัด list กลุ่มคน รวมถึงการใช้ Facebook Page สร้าง community กับเครือข่ายผู้สื่อข่าว นักประชาสัมพันธ์ และกลุ่มผู้บริโภค เป็นต้น

 

  1. การสร้างความสัมพันธ์กับผู้สื่อข่าว
    1. มีความ Active ในการติดตามการพูดคุยของผู้สื่อข่าวบน Social Media และเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ใช้เครื่องมือ Social Media เป็นประจำ สม่ำเสมอ
    2. อย่าเอาแต่ Pitch เรื่องให้นักข่าวประชาสัมพันธ์ให้ผ่านทาง Social Media แม้ว่าการติดต่อจะทำได้ง่าย แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่คุยกับนักข่าวเป็นการขายข่าวหรือประเด็นเท่านั้น
    3. นักข่าวที่ใช้ Social Media อยู่มักมีการใช้ช่องทางนี้ในการโปรโมตผลงานที่ทำของตัวเอง ดังนั้น นอกจากจะใช้พูดคุย ประสานงานกับนักข่าวแล้ว PR ควร Monitor ข้อความที่นักข่าวสื่อสารผ่าน Social Media เพื่อติดตามข่าวสารกับตัวเองด้วย รวมถึงรับฟัง Feedback ที่นักข่าวอาจมีเกี่ยวกับองค์กรด้วยเช่นกัน
    4. หมั่นพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักข่าวในฐานะคนให้ข้อมูลที่น่าสนใจสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ติดต่อนักข่าวเฉพาะเวลามีข่าวใหญ่ ต้องการให้ press release หรือต้องการเชิญทำข่าวเท่านั้น แต่การพูดคุย สร้างความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องจำเป็นมากกว่า

 

มีการศึกษาว่าช่องทาง Social Media ใดสามารถ engage กับนักข่าวได้มากกว่ากันผลศึกษาบอกว่า PR สามารถ pitch เรื่องประเด็นประชาสัมพันธ์ผ่าน twitter ได้ แต่ช่องทาง facebookและ google+ นักข่าวจะเปิดรับ PR ถ้ามีความคุ้นเคยกันมากกว่า

 

 

  1. การสร้างเนื้อหาที่ดึงดูดใจมากขึ้น
    1. บน Social Media นักประชาสัมพันธ์ต้องเป็นตัวของตัวเอง สื่อสารแบบตัวเอง ไม่ใช่สื่อสารด้วยภาษาองค์กรเพราะคนไม่อยากเข้าถึง
    2. ทำตัวเป็น “ผู้ให้” หรือ contributor ในการให้ข้อมูล ความรู้ ข่าวสารที่มีประโยชน์ทั้งกับผู้สื่อข่าวและผู้บริโภค ไม่ใช่ทำตัวเป็น นักการตลาดที่มุ่งแต่จะโปรโมตของตัวเองเท่านั้น
    3. มีการให้เนื้อหาที่เป็นเบื้องหลัง / exclusive / เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับองค์กร กิจกรรม หรือ product เพื่อเป็นการอัพเดท ดึงความสนใจให้คนที่ติดตามอยู่อยากรู้ อยากได้ข้อมูล รวมถึงทำให้รู้สึกว่าองค์กรเป็นคนธรรมดาที่เข้าถึงได้ และโปร่งใส
    4. นอกจากการบอกข่าวประชาสัมพันธ์ แต่การเลือกข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นที่สนใจของนักข่าวและผู้บริโภคและนำเสนอผ่าน Social Media จะทำให้ช่วยสร้างเครือข่ายและมีคนสนใจติดตามข้อมูลได้
    5. อย่าเอาแต่โปรโมตบริษัทหรือผลิตภัณฑ์ในทุกๆ post บน Social Media
  2. เลือกใช้ช่องทาง Social Media ได้อย่างเหมาะสมและมีการลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่ช่วยให้การทำงานของผู้สื่อข่าวง่ายขึ้นเมื่อต้องมีการประสานงานหรือหาข้อมูลจาก PR
  3. งาน Monitor ข้อมูล / กระแส / การพูดคุยบน Social Media
    1. ติดตาม และ ร่วมวงสนทนาเมื่อจำเป็นบน social media
    2. ใช้เครื่องมือในการแบ่งกลุ่ม contact ให้ชัดเจนเพื่อง่ายต่อการติดตาม เช่น litsใน facebookหรือ list บน twitter ใช้ tool ในการ search ตาม topic เรื่องและติดตามการพูดคุยหรือเทรนด์ของเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบริษัท คู่แข่ง ผลิตภัณฑ์ และความสนใจของนักข่าวและสังคมเพื่อกำหนดทิศทางในการประชาสัมพันธ์ได้ถูกต้อง เครื่องมือเช่น ใช้ advance search บน twitter / googleใช้ tweetdeckค้นหาข้อมูลตามกลุ่มข้อมูล หรือ tag
    3. ต้อง Monitor Tweets / Facebook ของผู้สื่อข่าวและ Blogger ด้วยเพื่อดูว่าเขาต้องการอะไรที่เป็นข้อมูลที่ PR สามารถหยิบยื่นให้ได้ไหม ถ้าเขาต้องการก็ต้องโต้ตอบปฏิสัมพันธ์ให้ได้ทันที เครื่องมือที่ช่วยในการ Post ข้าม Platform และ Monitor ข้อมูลเช่น Hootsuite, TweetDeck, CoTweet, Postling, Vitrue, SocialTALK
    4. ควรมีการจัดระบบคำ keyword หรือ search term ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเพื่อคอย monitor ว่ามีการพูดคุย กล่าวถึงอย่างไร เพื่อที่จะได้รับมือกับสถานการณ์หรือความเห็นต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมเช่น Google Alert
    5. ใช้พวก Social Media Metric ในการวิเคราะห์การใช้งานบน Social Media

 

 

+++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์

ขององค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ผ่าน Social Media

 

โดย : จรีย์วิบูล บุญชนะโกศลตำแหน่ง External Affairs & Media Relations Specialist  กลุ่มบริษัทซีดีจี

 

องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Professional Services) ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์องค์กร ในอดีตนั้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารอาศัยช่องทางการสื่อสาร (Communication Channel)   หลายช่องทาง อาทิ ไปรษณีย์, โทรศัพท์ , โทรสาร,ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ( e-mail )  เป็นต้น   มีสื่อมวลชนสายเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสื่อกลาง ในการเผยแพร่ข่าวสารไปสู่สาธารณชนต่อไปแต่ในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งสังคมออนไลน์ ที่มีการติดต่อสื่อสารผ่าน Social Media  กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น Social Media  จึงเป็นอีกช่องทางการสื่อสารช่องทางหนึ่ง ที่นักการประชาสัมพันธ์ องค์กรธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศหันมาให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน การสื่อสารผ่านช่องทางดังกล่าวยังคงประสบปัญหาและอุปสรรคในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ รายงานการฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาในภาพรวม ถึงปัญหาและอุปสรรคของการใช้ช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่าน Social Media ของนักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งการพัฒนารูปแบบที่ที่เหมาะสมในการที่นักการประชาสัมพันธ์จะเริ่มต้นหันมาให้ความสำคัญและเรียนรู้การใช้ Social Media ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรให้มากที่สุด

ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า นักการประชาสัมพันธ์ องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่วนใหญ่ยังคงมีความวิตกกังวลในผลลัพธ์ของการใช้ช่องทางการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่าน Social Media ด้วยเหตุผลสำคัญคือการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว ผ่านสื่อในสังคมออนไลน์นั้น ในบางสถานการณ์ อาจจะเกิดความผิดพลาดในข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรตามมานักการประชาสัมพันธ์ จึงยังคงมีการใช้รูปแบบและช่องทางเดิมในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์

ดังนั้นข้อเสนอแนะของผู้ศึกษาในการที่จะมีการศึกษาต่อไป คือ การศึกษาถึงการขจัดอุปสรรคในการใช้ Social Media ในการเป็นเครื่องมือการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อองค์กรต่อไป

 

บทสรุปผลและข้อเสนอแนะ

 

องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์องค์กร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channel) หลายช่องทางด้วยกัน และมีสื่อมวลชนเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ และถ้ามองย้อนกลับไปในอดีต จะเห็นว่า การเผยแพร่ข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายคือ สื่อมวลชนนั้น นักการประชาสัมพันธ์จะเผยแพร่ข่าวสารผ่านช่องทางดังนี้คือ  1.ไปรษณีย์ 2.โทรศัพท์ 3.โทรสาร แต่ต่อมาหลังจากที่ มีการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ก็เริ่มมีการใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสารกับสื่อมวลชนอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งมีความสะดวกรวดเร็วต่อการสื่อสารมากกว่า 3 ช่องทางแรก

ในยุคปัจจุบัน เป็นยุคที่การสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ช่องทางการสื่อสาร Social Media เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ขององค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น

 

ดร.ภิเษก ชัยนิรันดร์ ผู้เขียนหนังสือ  “การตลาดแนวใหม่ผ่าน Social Media”ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นการตลาดหรือการประชาสัมพันธ์ จำเป็นจะต้องใช้ Social Media  เพื่อความรวดเร็ว เพราะ Social Media  ถือเป็นสื่อใหม่ ( New Media ) ซึ่งในยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกัน และกระจายข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายจำนวนมากขึ้น ในเวลาอันรวดเร็ว  จำเป็นที่จะต้องอาศัยสื่อที่มีความรวดเร็ว และเป็นการสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-way  communications) ที่ผู้ส่งสารกับผู้รับสารสามารถที่จะโต้ตอบกันได้ในทันที

ปัจจุบัน คนใช้ Facebook ในประเทศไทย มีจำนวนประมาณ 14 ล้านคน  และส่วนใหญ่มีความถี่ในการใช้ Facebook อย่างต่อเนื่องทุกวัน การที่นักการตลาดหรือผู้ปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ จะจำกัดการสื่อสารประชาสัมพันธ์องค์กรของตนในรูปแบบเดิม โดยอาศัยช่องทางในการติดต่อสื่อสารในรูปแบบเดิมๆ ก็จะส่งผลให้การประชาสัมพันธ์เกิดประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรธุรกิจไอที หากจะต้องการสื่อสารถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว นอกจากการอาศัยสื่อมวลชนแล้ว  ยังสามารถส่งข้อมูลข่าวสารไปยังลูกค้าได้โดยตรงอีกด้วยซึ่งจะเกิดผลดีตามมาอีกประการหนึ่งคือ การได้สายสัมพันธ์  (Relationships)ที่ดี และใกล้ชิดกับลูกค้าอีกด้วย[i]

กระนั้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่าน Social Media ยังมีจุดบกพร่อง หรือ จุดด้อย ในหลายประการ เพราะการสื่อสารข้อมูลด้วยความรวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ย่อมจะมีจุดบกพร่องหรือผิดพลาดเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจจะก่อให้เกิดผลเสียต่อองค์กรธุรกิจไอทีได้เช่นกัน

จากผลการศึกษา สรุปได้ดังนี้

1 Social Media มีข้อจำกัด

Social Media   นับเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีความรวดเร็วและทรงประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมกว้างขวาง ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ขณะเดียวกัน สื่อมวลชน และนักการประชาสัมพันธ์ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า Social Media เป็นช่องทางการสื่อสารที่ยังมีข้อจำกัดหลายประการ แม้ว่าทั้งสื่อมวลชน และนักการประชาสัมพันธ์ ต่างก็เห็นความสำคัญและให้ความสนใจอย่างมาก กับวิธีการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ขององค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศผ่านช่องทาง Social Media

1.1 ข้อจำกัดของนักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ

  • มีความกังวลว่า จะสื่อสารไม่ถึงสื่อมวลชนกลุ่มเป้าหมายโดยตรงเพราะการไหลของข้อมูลข่าวสารผ่าน Social Media เป็นไปอย่างรวดเร็ว ในปริมาณที่มาก และเมื่อมีข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก สื่อมวลชนอาจจะเลือกรับข้อมูลข่าวสารเพียงบางส่วน หรืออาจจะเกิดการรับข้อมูลข่าวสารแบบไม่ทั่วถึง
  • มีความกลัวในผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในด้านลบ หลังจากข้อมูลข่าวสารกระจายออกไปอย่างรวดเร็วผ่านช่องทาง Social Media ซึ่งหากเกิดความผิดพลาดในการสื่อสารแล้วก่อให้เกิดผลลัพธ์ในด้านลบต่อองค์กรแล้ว นักการประชาสัมพันธ์มีความกลัวและวิตกกังวลถึงการแก้ไขสถานการณ์ที่ยากต่อการแก้ไขในเรื่องผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร
  • มีความกังวลในเรื่องการเผยแพร่ข่าวสารต่อไปยังสาธารณชน อาจจะสื่อสารข้อความได้เพียงจำกัด ไม่ละเอียดครอบคลุมทุกประเด็นโดยในจำนวนนักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้ง 9 คน ที่ผู้ศึกษาได้สัมภาษณ์นั้น ทั้ง 9 คน มีความเห็นร่วมกันว่า การสื่อสารข่าวสารประชาสัมพันธ์ผ่าน Social Media มีความสำคัญที่จะต้องใช้เป็นเครื่องมือหรือช่องทางในการสื่อสาร แต่ต้องมีข้อควรระมัดระวังเพิ่มขึ้นควรจะเป็นการสื่อสารเพียงข้อความสั้นๆเท่านั้นหรือเป็นการสื่อสารซ้ำข้อความ ที่เคยส่งไปถึงสื่อมวลชนในช่องทาง e-mail แล้ว

 

โดยสรุป นักการประชาสัมพันธ์ยังมีข้อกังวลและความกลัวต่อผลลัพธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทางลบ ดังนั้น หากจะแก้ความกังวลในกรณีดังกล่าวนี้ ผู้ศึกษาเห็นว่านักการประชาสัมพันธ์ จะต้องขจัดความกลัวและความวิตกกังวลซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญออกไป และมีความกล้าและเรียนรู้เทคนิค เพื่อให้เกิดทักษะที่จะใช้ Social Media อย่างรู้เท่าทัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อกระบวนการปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์ให้มากที่สุด และควรจะมองถึงผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร มากกว่าการวิตกกังวลในผลลัพธ์

นอกจากนี้องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ต้องนำคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจใน Social Media มาปฏิบัติหน้าที่ในส่วนของการสื่อสารข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ผ่าน Social Media โดยเฉพาะ

 

1.2 ข้อจำกัดของสื่อมวลชน

  • ในแต่ละวันมีข้อมูลข่าวสารเข้ามาถึงตัวสื่อมวลชนเป็นจำนวนมาก และ Social Media เป็นสื่อที่รวดเร็ว บางครั้งอาจจะดูไม่ทั่วถึง ทำให้อาจจะพลาดในการรับข้อมูลข่าวสารสารในบางครั้ง หรือบางข้อความ  ซึ่งจุดนี้หากนักการประชาสัมพันธ์สื่อสารผ่าน   Social Media   เพียงช่องทางเดียว  ก็จะทำให้องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศสูญเสียโอกาสในการสื่อสารประชาสัมพันธ์องค์กร  ในสถานการณ์ขณะนั้น

 

2 ข้อเสนอแนะ

2.1 นักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ จะต้องใช้ช่องทางการสื่อสาร ผ่าน Social Media เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ช่องทางเดิม คือ e-mail เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์

2.2 นักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรต้องเข้ารับการฝึกอบรม (Training)ในด้านความรู้และทักษะเกี่ยวกับการใช้ Social Mediaเพื่อการประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อองค์กรพร้อมทั้งเรียนรู้ถึงวิธีการใช้ Social Media  อย่างมีประสิทธิภาพโดยเน้นที่การปลูกฝังนักการประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่ ที่มีความพร้อมในการปฏิบัติการในหน้าที่การสื่อสารข้อมูลผ่าน Social Media  โดยเฉพาะ

2.3 นักการประชาสัมพันธ์องค์กรธุรกิจผู้ให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศ  ควรต้องกลั่นกรองข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์ขององค์กรให้ละเอียดรอบคอบรัดกุม ก่อนจะสื่อสารออกไปทุกครั้งเพราะการสื่อสารผ่าน Social Media  ข้อมูลที่สื่อสารออกไปจะแพร่กระจายไปสู่สาธารณชน (Publics)อย่างรวดเร็วทั้งนี้หากมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในตัวข้อมูลข่าวสาร (Message)แล้ว นักการประชาสัมพันธ์จะต้องมีความพร้อมในการแก้ไขสถานการณ์อย่างทันท่วงที ดังนั้นการกลั่นกรองให้ละเอียดรอบคอบก่อนจะสื่อสารออกไป จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถป้องกันความผิดพลาด หรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสาธารณชนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเมื่อเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในตัวข่าวสารนั้น จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือภาพลักษณ์ขององค์กรได้

2.4 นักการประชาสัมพันธ์ต้องขจัดความกลัว หรือ ความวิตกกังวล ในการติดต่อสื่อสารผ่าน Social Media และมีความกล้าที่จะใช้ช่องทางนี้มากขึ้น

2.5 สื่อมวลชนสายเทคโนโลยีสารสนเทศ  ควรจะต้องใช้ช่องทางการสื่อสารทางด้าน Social Media ให้มากขึ้น เพื่อความรวดเร็วในการเผยแพร่และกระจายข้อมูลข่าวสารขณะเดียวกันควรจะต้องเพิ่มการพิจารณากลั่นกรองข้อมูลข่าวสารอย่างรอบคอบระมัดระวังก่อนที่จะทำการเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณชน (Publics) ต่อไป

2.6 สำหรับการศึกษาค้นคว้าต่อไป ควรศึกษาถึงการขจัดอุปสรรคในการเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ ผ่านช่องทาง Social Media รวมทั้งศึกษาถึงปัจจัยที่ช่วยให้การสื่อสารข้อมูลผ่าน Social Media อย่างปลอดภัย และประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กร

 

 

+++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“บล็อกเกอร์” เป็น “สื่อ” หรือไม่?

 

โดย : อศินา พรวศินประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ

 

รายงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาว่า ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์มองว่า “บล็อกเกอร์” เป็น “สื่อ” หรือในที่นี่ คือ “ผู้สื่อข่าว” (Press) และ “นักข่าว”(Reporter) หรือไม่ เพราะอะไร และผู้บริโภคมีความเห็นต่อบทบาทของ “บล็อกเกอร์” และ “ผู้สื่อข่าว” เหมือนหรือต่างกันอย่างไร พวกเขามีความคาดหวังต่อ “บล็อกเกอร์” และ“ผู้สื่อข่าว” เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ทั้งนี้เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นเตือนให้ “บล็อกเกอร์” รวมถึง “ผู้สื่อข่าว”ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

รายงานชิ้นนี้ได้ทำการวิจัยผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารทั้งจาก “บล็อกเกอร์” และ “ผู้สื่อข่าว” อย่างสม่ำเสมอ จำนวน 12 คน ตามประเด็นคำถามที่ว่า บล็อกเกอร์เป็น “สื่อ”หรือไม่? บทบาทของ “บล็อกเกอร์” และ “ผู้สื่อข่าว”เหมือนหรือต่างกันอย่างไร และคาดหวังอะไรจาก “บล็อกเกอร์”และ “ผู้สื่อข่าว”

รวมถึงได้สัมภาษณ์เชิงลึก “บล็อกเกอร์”สายข่าวเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวน 6 คน ตามประเด็นคำถามที่ว่า ตนเองมองว่า “บล็อกเกอร์” เป็น “สื่อ”หรือไม่? และบทบาทของ “บล็อกเกอร์” และ “ผู้สื่อข่าว”เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

ผลที่ได้จากการศึกษามีดังต่อไปนี้

 

1 บล็อกเกอร์เป็น “สื่อ”หรือไม่ ?

คนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า “บล็อกเกอร์”เป็น “สื่อ” อย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ “สื่อ”ในความหมายเดียวกันกับคำว่า “สื่อ”ในบริบทของผู้สื่อข่าว และองค์กรข่าวทุกประการ แต่มีความหมายครอบคลุมไปถึงการเป็น “สื่อมวลชน” ที่มีความเป็น “ส่วนตัว” เหตุผลที่บล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชนเพราะบล็อกเกอร์มีพื้นที่ในการนำเสนอข่าวสารเช่นเดียวกับสื่อมวลชน บล็อกเกอร์มีผู้รับสารจำนวนหนึ่งหรือจำนวนมากเช่นเดียวกับสื่อมวลชน

ดังเช่นที่ อภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท  อินเทอร์เน็ต มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ พันทิปดอตคอม กล่าวว่า “บล็อกเกอร์” เป็นสื่อ เพราะบล็อกเกอร์มีพื้นที่ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตนเอง และสามารถนำสนอข้อมูลข่าวสารออกมาให้คนอ่านได้

“ผมว่าบล็อกเป็นสื่อนะ สื่อในที่นี้คือ การสื่อสาร เพราะเขามีพื้นที่ในการนำเสนอ แต่หากเทียบกับสื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) บล็อกเกอร์อาจเข้าถึงคนจำนวนมากในคราวเดียวกันไม่ได้ แต่ข้อมูลข่าวสารจากบล็อกเกอร์จะค่อยๆ กระจายออกไปจากการบอกต่อๆ กัน จนในที่สุดก็ทำให้เข้าถึงผู้รับสารได้จำนวนมากเช่นกัน”

เช่นเดียวกับ ธรรณพ สมประสงค์ (@thanop) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ไทยแวร์ดอทคอม (Thaiware.com) ก็มองว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชนสาขาหนึ่งที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนคนรับสาร โดยที่ข่าวสารที่นำเสนอไปนั้นจะประกอบด้วยข่าวและความคิดเห็น

ในขณะที่ ณัฐฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการ รายการตอบโจทย์ ที่นี่ไทยพีบีเอส เห็นว่า บล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชน แต่ไม่ใช่บล็อกเกอร์ทุกคนเป็นสื่อมวลชน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของผู้เขียนบล็อกนั้น

“ปกติอ่านบล็อกทั้งในและต่างประเทศบล็อกที่ติดตามอ่านเป็นประจำคือ บล็อกของคุณสิทธิชัย หยุ่น และบล็อกของนักข่าวต่างประเทศ เลยมองว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชน”

จรีย์วิบูล บุญชนะโกศล Senior Public Relations Officer บริษัท ซีดีจี กรุ๊ป จำกัด ก็มีมุมมองว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก เพราะมีความรวดเร็วในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะ

“บล็อกเกอร์เป็นการเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณะ เพราะฉะนั้น บล็อกเกอร์คือสื่อมวลชน”

ซึ่งผลการศึกษาในส่วนนี้สอดคล้องกับความเห็นของ [7] ชาลีวาระดี(เสวนา, 10 ตุลาคม 2550) ที่บอกว่า บล็อกเปรียบเสมือนสื่อส่วนตัวของเจ้าของบล็อกที่เจ้าของสามารถใส่เรื่องราวใดๆ ก็ได้ตามต้องการ

อย่างไรก็ดี อาจารย์ปริวรรต องค์ศุลี หัวหน้าภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยสยาม มองว่าบล็อกเกอร์เป็นพื้นที่สีเทา (Gray Area) ระหว่างความเป็นสื่อมวลชน (Journalism) กับ บทความที่แสดงความคิดเห็น (Opinionated Article)

“บล็อกเกอร์มักจะใส่ความเห็นของตนลงไปในเนื้อข่าว จนบางทีก็คล้อยตาม หากเห็นตรงกับเรา”

ส่วนบล็อกเกอร์เองนั้นมีความคิดเห็นว่า ตนนั้นเป็นสื่ออย่างหนึ่งเช่นกัน ประหยัด โกษาแสง หรือ @kraplamบล็อกเกอร์จาก www.krapalm.com บอกว่าบล็อกเกอร์ก็เป็นสื่ออย่างหนึ่ง “สื่อในความหมายของผมก็คือ ช่องทางในการติดต่อสื่อสาร”

ส่วน นันทพงศ์ จงประทีป หรือ @papayatopบล็อกเกอร์จาก http://www.papayatop.com/บล็อกเกอร์อีกราย ให้ความเห็นว่า “ส่วนตัวคิดว่าบล็อกเอร์เป็นสื่อ แต่อาจจะไม่เป็นทางการเท่ากับนักข่าวจริงๆ และทุกคนสามารถเป็นบล็อกเกอร์ได้ตามความชอบในด้านที่เราถนัด”

ทั้งนี้มีคนอีกจำนวนหนึ่งมีความเห็นว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอร์นั้นไม่มีกระบวนการทางด้านวารสารศาสตร์ในการผลิตชิ้นงาน เป็นการเขียนจากคนๆ เดียว นอกจากนี้บางครั้งขาดการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล และมีการใส่อารมณ์ ความรู้สึก และความคิดเห็นเข้าไปในงานเขียน ทำให้ขาดความเป็นกลางในการนำเสนอ นอกจากนี้บล็อกเกอร์ยังขาดพลังแห่งการชี้นำสังคม แม้ว่าบล็อกเกอร์หลายรายจะเป็นที่รู้จักหรือโด่งดัง (Celebrity) อย่างมากก็ตามที

คุณสมบัติหลักที่ทำให้บล็อกเกอร์ไม่มีสถานะเป็นสื่อมวลชน คือการขาดการพิจารณาคุณค่าของประเด็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง แต่จะเลือกนำเสนอประเด็นจากเรื่องที่ตนสนใจเป็นหลัก อาจารย์สกุลศรี ศรีสารคาม อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต กล่าวว่า

บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชนในนิยามแบบนักข่าวที่สังกัดองค์กรสื่อ แต่บล็อกเกอร์เป็นกลุ่มคนที่มีความรู้เฉพาะเรื่อง ซึ่งบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่จะเขียนหรือนำเสนอเรื่องที่ตัวเองมีความสนใจ หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ในขณะที่นักข่าว จะต้องพิจารณาประเด็นเรื่องคุณค่าของข่าวที่นำเสนอ และเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคม การเลือกนำประเด็นของเนื้อหาที่จะนำเสนอของบล็อกกับนักข่าวมีความแตกต่างกัน

เช่นเดียวกันกับ เชลงพจน์พุทธรักษา IT Lead บริษัท Johnson & Johnson Thailand กล่าวว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน แต่เป็นผู้ส่งสาร ที่มีความเป็นอิสระจากกระบวนการทางด้านวารสารศาสตร์ เพราะบล็อกเกอร์สามารถใส่ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปในงานเขียนที่นำเสนอได้ แต่นักข่าวทำไม่ได้ ในขณะที่นักข่าวต้องมีการกลั่นกรองประเด็นและเนื้อหาที่จะนำเสนอร่วมกับกองบรรณาธิการ แต่บล็อกเกอร์ไม่มี บล็อกเกอร์สามารถนำเสนอประเด็นที่ตัวเองสนใจ แต่นักข่าวจะนำเสนอประเด็นที่เป็นภาพกว้างที่ส่งผลกระทบต่อคนในจำนวนมากๆ

จักรพงษ์ คงมาลัย Online Marketing Manager Mobile Marketing บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญของการเป็นสื่อมวลชน นั่นคือ บล็อกเกอร์ขาดกระบวนการทางด้านวารสารศาสตร์ และขาดกระบวนการตรวจสอบจริยธรรม เหมือนที่สื่อมวลชนพึงจะต้องมี

“แต่ในฐานะของคนทำแบรนด์บล็อกเกอร์ คือ ช่องทาง หรือ สื่อ (Medium) ที่สามารถนำพาข่าวสารหรือข้อมูลที่แบรนด์ต้องการนำเสนอไปยังผู้รับสาร หรือผู้บริโภคสินค้าของซัมซุงได้”

เช่นเดียวกับ ร้อยโทหญิงนิดา ยิ้มคมขำ เจ้าหน้าที่ประจำแผนกและงบประมาณ กองงบประมาณ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มองว่า บล็อกเกอร์เป็นผู้นำเสนอบทความหรือความคิดเห็นส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นการนำเสอนข่าวสารในฐานะสื่อมวลชน

และ กฤษณ์ กิ่งโก้ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่เห็นว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน เพราะมีการใส่ความคิดเห็นลงในงานเขียน การเขียนบล็อกสามารถให้ความเห็นหรือมุมมองส่วนตัวลงไปในเนื้อหาได้ แต่ถ้าเป็นสื่อมวลชนจะนำเสนอแต่ความจริงไม่มีการแทรกความเห็นส่วนตัวลงไปในเนื้อหา

ส่วน ชรัตน์เพ็ชร์ธงไชย วิศวกรตรวจสอบซอฟท์แวร์อาวุโส บริษัท ทอมป์สันรอยเตอร์ซอฟท์แวร์(ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอร์ใส่ความคิดเห็นของตัวเองเป็นหลักในงานเขียน แต่นักข่าวจะนำเสนอเนื้อหาแบบเป็นกลาง ไม่มีการใส่ความคิดเห็นลงในงานข่าว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลายคนจะเห็นว่า บล็อกเกอร์ไม่ใช่นักข่าว ไม่ใช่สื่อมวลชน แต่ในบางบริบทบล็อกเกอร์ก็ได้รับการยอมรับเป็นสื่อ แต่เป็นสื่อภาคประชาชน อาจารย์สกุลศรี กล่าวว่า ถ้าเป็นการรายงานข่าวเหตุการณ์ จากสถานที่เกิดเหตุจริงของบล็อกเกอร์ ก็ถือว่า บล็อกเกอร์ทำหน้าที่สื่อภาคประชาชน หรือ Citizen Journalist

เช่นเดียวกับมุมมองของพิทยากร ลีลาภัทร์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทแคททาลิสท์อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และผู้เขียนหนังสือ “ธนาคารแห่งความสุข”ที่มองว่า บล็อกเกอร์ก็เป็นสื่อประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า “สื่อภาคประชาชน”และสิ่งที่บล็อกเกอร์นำเสนอก็เป็นบทความ ข้อเขียน ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ

“โดยส่วนรู้สึกว่าบล็อกเกอร์เป็นผู้แสดงความเห็น นำเสนอเรื่องราวในมุมมองที่ตนต้องการเสนอ งานที่นำเสนอจึงเหมือนบทความมากกว่าการรายงานข่าว”

ดังนั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของวารสารศาสตร์แล้ว ก็ถือได้ว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่ สื่อมวลชน แต่เป็นเพียงสื่อหรือช่องทางที่สามารถนำพาข้อมูลข่าวสารออกไปหาคนรับสารได้

 

1.1 ที่มาของข้อมูลข่าวสาร และกระบวนการผลิตเนื้อหา

หากพิจารณาในแง่ของที่มาของข้อมูลข่าวสารที่บล็อกเกอร์นำเสนอนั้น มีความแตกต่างจากนักข่าว ที่มาของข้อมูลข่าวสารที่บล็อกเกอร์นำเสนอ มาจากมุมอง ความคิด ทัศนคติ และความรู้สึกของบล็อกเกอร์เป็นหลัก ทำให้รูปแบบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์จึงออกมาในรูปแบบของการสื่อสารด้วยภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน โดยมีการใส่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนลงไปในเรื่องราวที่นำเสนอ ไม่เน้นการได้มาซึ่งข้อมูลจากบุคคลอื่น ในขณะที่ที่มาของข้อมูลข่าวสารที่นักข่าวนำเสนอนั้นมาจากบุคคลอื่น คือ ไม่ใช่มาจากตัวนักข่าวที่เขียนหรือนำเสนอเรื่องราวนั้นเอง บุคคลอื่นในที่นี้ ก็คือ แหล่งข่าว และแหล่งข้อมูล ได้แก่ รายงาน การวิจัย และผลสำรวจขององค์กรที่น่าเชื่อถือได้ หรือเป็นที่รู้จัก เป็นต้น

และสอดคล้องกับ ศุภนิตย์ (2552:218) ที่มองว่า ในแง่มุมของทักษะด้านงานข่าวของบล็อกเกอร์ในฐานะบรรณาธิการที่คัดสรรประเด็นเองนั้น บางคนอาจยังไม่มีประสบการณ์มากเทียบเท่ากับบรรณาธิการของสื่อมวลชนที่มักเป็นผู้คร่ำหวอดในแวดวงสื่อมามากกว่ามุมมองของบรรณาธิการสมัครเล่นในการคัดเลือกประเด็นที่จะทำข่าวจึงอาจเป็นเพียงประเด็นที่ตนเองอยากทำเพราะความสนใจส่วนตัวเท่านั้น

อภิศิลป์ กล่าวว่า มีในขณะที่นักข่าวต้องไปสัมภาษณ์แหล่งข่าว และไปรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาเขียนเป็นข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวให้ผู้รับสาร แต่บล็อกเกอร์นั้นในบางครั้งตัวเขาคือผู้เชี่ยวชาญเอง ซึ่งสามารถเขียนและนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับผู้รับสารได้โดยไม่ต้องไปสัมภาษณ์ใคร ตัวอย่างเช่น ข่าวการแถลงเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Samsung สิ่งที่นักข่าวทำคือ ไปร่วมงานแถลงข่าว รับเอกสารข่าว (Press Release) จากผู้แถลง จากนั้นฟังการแถลง และสัมภาษณ์แหล่งข่าวเพิ่มเติม ซึ่งประเด็นที่นักข่าวนำเสนอส่วนมากอิงตามเอกสารข่าวแจก หรือเรียกกันว่า “ประเด็นแถลง” อาทิ บริษัทได้เปิดตัวสินค้าใหม่ สินค้านั้นคืออะไร มีข้อดีข้องสินค้าคืออะไร บริษัทคาดหวังยอดขายในสินค้าตัวนี้อย่างไร กลยุทธ์ทางการตลาดสำหรับบริษัทคืออะไร เป็นต้น ในขณะที่สิ่งที่บล็อกเกอร์ทำการสัมผัสสินค้าด้วยตนเอง และนำเครื่องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนนั้นมาลองใช้งาน แล้วเขียนจากประสบการณ์ตรงว่าสินค้าตัวนั้นๆ มีคุณสมบัติและความสามารถโดดเด่นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร

เช่นเดียวกับ จรีย์วิบูล ที่มองว่า บล็อกเกอร์นำเสนอเรื่องจากมุมมองของตัวเอง ซึ่งหลายเรื่องเป็นเรื่องที่มีความน่าสนใจเพราะเป็นความต้องการเดียวกับผู้อ่านหรือผู้รับสาร

“บล็อกเกอร์นำเสนอส่งที่เขาเห็น และรับรู้แบบสดๆ ทันทีทันใด ทำให้ข้อมูลข่าวสารนั้นมีความไว และน่าสนใจ ต่างจากนักข่าวที่อาจต้องหาข้อมูลมาประกอบจากหลายทางทำให้ข่าวมีเนื้อหาที่ครอบคลุมในหลายมิติหลายประเด็นและละเอียดกว่า”

จรีย์วิบูลบอกว่า หากเทียบทักษะของการนำเสนอข่าวสารระหว่างบล็อกเกอร์กับนักข่าวแล้ว บล็อกเกอร์นั้นไม่มีทักษะในการเชิงการนำเสนอข่าวสารเทียบเท่าสื่อมวลชนอาชีพ แต่บล็อกเกอร์สามารถนำเสนอเรื่องได้น่าสนใจกว่า เพราะเรื่องที่บล็อกเกอร์นำมาเสนอนั้นเป็นเรื่องที่เขาสนใจซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปสนใจ หรือเรียกว่าเป็นเรื่องที่มี Human Interests ประกอบกับบล็อกเกอร์สามารถใส่อารมณ์ ความรู้สึกลงไปในข้อมูลที่นำเสนอได้ ทำให้ข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์นั้นมีความไม่เป็นทางการในแบบฉบับของงานข่าวอยู่ แต่เป็นการนำเสนอแบบเรื่องเล่าทำให้ชวนติดตามและอ่านสนุก

อาจกล่าวได้ว่ากระบวนการผลิตเนื้อหาของบล็อกเกอร์เริ่มต้นจาก ประเด็นที่บล็อกเกอร์มีความสนใจ จากนั้นจึงหาข้อมูล หรือไม่ก็ลงมือเขียนทันที โดยไม่จำเป็นต้องต้องยึดหลักตามกระบวนการด้านวารสารศาสตร์ ซึ่ง[16] การสื่อข่าว คือ การปฏิบัติงานด้านวารสารศาสตร์ ซึ่งมีกระบวนการในการปฏิบัติงาน ดังนี้

  1. การค้นคว้าและแสวงหาข้อมูล เกี่ยวกับข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  2. การประเมินคุณค่าข่าว เป็นการนำข้อมูลที่หามาได้และนำมาประเมินคุณค่าจากองค์ประกอบของข่าว และปัจจัยอื่นๆ
  3. การตรวจสอบความถูกต้อง เพื่อป้องกันข่าวไม่ให้คลาดเคลื่อน

[19] ซึ่งดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยให้คำนิยาม “วารสารศาสตร์” หรือ “Journalism” ไว้ว่าคือ การเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น แบบ Storytelling ส่วนนักวารสารศาสตร์ คือ Storyteller หรือนักเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น หากเล่าเรื่องราว เหตุการณ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ย่อมเรียกว่า Print Journalism ถ้าเล่าผ่านสื่อวิทยุโทรทัศน์ เป็น Broadcasting Journalism เล่าผ่านสื่อออนไลน์ อินเตอร์เน็ต ก็เรียกว่า Online Journalism ซึ่งนักข่าว คือ นักวารสารศาสตร์ที่ต้องมีทักษะทางวิชาชีพสำคัญๆ คือ ทักษะการสื่อข่าว การคิดประเด็นข่าว การรวบรวมข้อมูลข่าว การสัมภาษณ์ การทำข่าวเชิงสืบสวน การเขียนข่าว การเขียนเชิงวารสารศาสตร์อื่นๆ เป็นต้น ซึ่งหมายรวมไปถึงวิชากฎหมายและจริยธรรมสื่อสารมวลชน ซึ่งเป็นแก่นแกนสำคัญทางวิชาชีพ [20] เช่นเดียวกับอาจารย์ญาณินี เพชรานันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองว่า สิ่งสำคัญของวารสารศาสตร์ คือ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ให้กับสังคม

ส่วนนักข่าวสามารถแสวงหาข้อมูลข่าวจากแหล่งข่าวประจำ [16] เอกสารบันทึกต่างๆ จากห้องสมุดหนังสือพิมพ์ จากหนังสืออ้างอิงอื่นๆ และจากข้อมูลสถิติที่ได้รับการเผยแพร่สู่สาธารณชน การแสวงหาข้อมูลข่าวจากแหล่งข่าวประจำอาจเป็นการได้มาด้วยการสัมภาษณ์แหล่งข่าว หรือการสังเกตของนักข่าวเอง แล้วนำมาประเมินคุณค่าทางข่าวว่าข้อมูลที่ได้มานั้นมีคุณค่าทางข่าวมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้นักข่าวยังสามารถแสวงหาข้อมูลข่าวจากเอกสารบันทึก อาทิ เอกสารบันทึกจากศาล เอกสารบันทึกของตำรวจ เอกสารบันทึกทางธุรกิจ เอกสารบันทึกส่วนบุคคล

นอกจากนี้นักข่าวยังสามารถแสวงหาข้อมูลข่าวจากห้องสมุดหนังสือพิมพ์ สถานที่ที่เก็บแฟ้มข่าวซึ่งบรรจุข่าวสำคัญๆที่ตัดจากหนังสือพิมพ์ต่างๆ เรียกว่า ข่าวตัด (CLIPPING) และจากหนังสืออ้างอิงอื่นๆ เป็นแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้เสริมให้ข่าวของผู้สื่อข่าวถูกต้อง ครบถ้วนยิ่งขึ้น เช่น หนังสือสารานุกรม เป็นต้น รวมถึงแสวงหาข้อมูลข่าวจากข้อมูลสถิติ ข้อมูลที่เป็นสถิติผู้สื่อข่าวสามารถรวบรวมได้จากเอกสารค้นคว้าวิจัยทางหน่วยงานของรัฐบาล สถาบันการศึกษา องค์การวิจัยของเอกชน สมาคม องค์กรทางการเมือง รวมทั้งข้อมูลที่นักข่าวออกสำรวจวิจัยเอง เป็นข้อมูลที่มักนำเสนอออกมาในรูปของตัวเลข แผนภูมิ กราฟ เป็นต้น

 

1.2 รูปแบบการนำเสนอและเนื้อหา

สำหรับรูปแบบในการนำเสนอของบล็อกเกอร์ นั้นส่วนใหญ่เห็นว่า บล็อกเกอร์กับนักข่าวมีรูปแบบในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ส่วนใหญ่มองว่ารูปแบบการนำเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอร์นั้นค่อนข้างเป็นการนำเสนอข้อมูลพร้อมแสดงความคิดเห็นส่วนตัวลงไปในข้อมูลนั้นด้วย ในขณะที่นักข่าวมีการนำเสนอเนื้อหาข่าวสารที่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว โดยปราศจากการใส่ความคิดเห็นใดๆ ลงไปในเนื้อหา

การนำเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอร์ สามารถนำเสนอเนื้อหาในรูปของการเล่าเรื่อง เล่าจากประสบการณ์ตรงที่ตนไปสัมผัสข่าวจากงานแถลงข่าว จากการได้ทดสอบสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ แต่การนำเสนอข้อมูลข่าวสารของนักข่าวจะมีรูปแบบที่ตายตัว คือ รูปแบบของข่าว ที่เป็นพีรามิดหัวกลับ คือ พาดหัวข่าว โปรยข่าว เนื้อหาและรายละเอียดข่าว เพื่อตอบโจทย์ทฤษฎีการสื่อข่าว 5W 1H (Who, What, When, Where, Why, How) คือ ใคร ทำอะไร เมื่อไร ที่ไหน ทำไม และอย่างไร

[21] ซึ่งโครงสร้างของข่าวและการใช้ภาษาข่าวประกอบด้วยส่วนสำคัญ 4 ส่วน คือ 1.พาดหัวข่าว (Headline) คือการนำประเด็นสำคัญของข่าวมาพาดหัวหนังสือพิมพ์ เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง 2. ความนำข่าว (Leads) หรือวรรคนำ คือสาระสำคัญของเนื้อหาข่าวที่เขียนโดยย่อเพื่อสร้างความเข้าใจทั่วๆ ไปแก่ผู้อ่าน 3. ส่วนเชื่อมความนำข่าวกับเนื้อเรื่อง (Neck) เป็นข้อความสั้นๆ ที่เชื่อมระหว่างความนำข่าวกับเนื้อเรื่อง เพื่อให้การเขียนข่าวนั้นเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ และ 4. เนื้อเรื่องหรือเนื้อข่าว (Body)  คือส่วนที่อธิบายหรือขยายรายละเอียดของส่วนประกอบอื่นๆ ข้างต้น เพื่อให้ผู้อ่านทราบเรื่องราวและเข้าใจลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

ในขณะที่รูปแบบการเขียนข่าว หรือการนำเสนอข่าวทำได้หลายรูปแบบ แต่ที่พบเห็นโดยทั่วไปมี 3 รูปแบบ ดังนี้

  1. แบบพีระมิดหัวกลับ (Inverted Pyramid) นิยมใช้ในการเขียนข่าวหนังสือพิมพ์ในปัจจุบัน ผู้เขียนข่าวจะรายงานสาระสำคัญที่สุดของข่าวก่อน แล้วจึงเขียนส่วนสำคัญรองๆ ลงไป โครงสร้างข่าวลักษณะนี้จะเริ่มด้วยความนำ ส่วนเชื่อม (ถ้ามี) และเนื้อเรื่องข่าว นิยมจัดลำดับเนื้อหา 2 ลักษณะ คือ จัดลำดับตามความสำคัญ และจัดลำดับตามเวลาหรือเหตุการณ์
  2. แบบพีระมิดหัวตั้ง (Upright Pyramid) ไม่ค่อยนิยมใช้ในปัจจุบัน ผู้เขียนข่าวจะเรียงลำดับข้อมูลที่มีความสำคัญจากน้อยไปหามากที่สุด (climax) เพื่อให้ผู้อ่านกระหายใคร่รู้ และติดตามเนื้อหาจนจบ ดังภาพต่อไปนี้ และ
  3. แบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าทรงยืน มักใช้เขียนข่าวที่ไม่ค่อยสำคัญ ข่าวสั้นๆ เริ่มจากส่วนเชื่อม หรือจากเนื้อเรื่องข่าว หลังจากพาดหัวข่าวแล้ว ไม่มีความนำ ความสำคัญของข่าวมีความเท่าเทียมกันตั้งแต่ต้นจนจบ

แต่สำหรับคนที่เห็นว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อมวลชนนั้นจะมองว่า การนำเสนอของบล็อกเกอร์เป็นการนำเสนอข่าวสารอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความหลากหลายมากกว่าการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน เพราะมีการใส่ความคิดเห็นสอดแทรกลงไปในเนื้อหาที่นำเสนอ ทำให้เนื้อหาน่าติดตาม และมีแง่มุม และความรู้สึก และเพราะบล็อกเกอร์ คือ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นๆ เฉพาะด้าน อาทิ บล็อกเกอร์ด้านข่าวสารไอทีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ดังนั้น บล็อกเกอร์สามารถใส่ความเห็น ใส่ข้อมูลที่มาจากตัวผู้เขียนบล็อกเองลงไปได้ โดยอาจจะไม่ต้องสัมภาษณ์แหล่งข่าว ซึ่งตรงนี้จากนักข่าวที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือเฉพาะสาย ทำให้เวลานำเสนอข่าวสารนักข่าวจำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งข้อมูล ซึ่งก็คือ แหล่งข่าวในการได้มาซึ่งเนื้อหาของข่าว

แม้ว่าบล็อกเกอร์ถูกมองว่าเป็นสื่อมวลชน แต่เป็นสื่อที่สามารถแสดงความคิดเห็นในงานเขียนที่นำเสนอผู้รับสารได้ เพียงแต่รูปแบบในการนำเสนออาจแตกต่างกัน และจำนวนผู้รับสารแตกต่างกันหากเทียบกับสื่อมวลชน อภิศิลป์ มองว่า บล็อกเกอร์มีรูปแบบในการสนำเสนอข้อมูลที่หลากหลายกว่าสื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอร์จะสามารถใส่ความคิดเห็นลงไปในเนื้อหาได้ ขณะที่นักข่าวจะไม่มีการใส่ความคิดเห็น

“สมัยนี้หลายๆ แบรนด์ชอบเชิญบล็อกเกอร์ไปร่วมงานเหมือนที่เชิญนักข่าว เพราะเขาอยากให้บล็อกเกอร์นำเสนอข่าวเกี่ยวกับสินค้าของตัวเอง ซึ่งบล็อกเกอร์มีอิสระในการเขียนค่อนข้างมาก คือ ไม่ได้จำกัดแค่ “ข่าว”เหมือนที่นักข่าวรายงาน แต่เป็นบทความข้อคิดเห็นส่วนตัวก็ได้”

ธรรณพ บอกว่า เนื้อหาที่สื่อมวลชนนำเสนอคือ ข่าวสารความเป็นไป ส่วนเนื้อหาของบล็อกเกอร์คือ ข่าวบวกกับความคิดเห็น เป็นข่าว 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นความคิดเห็น 30 เปอร์เซ็นต์ และข่าวที่บล็อกเกอร์นำเสนอนั้น ถือเป็นข่าวกึ่งประชาสัมพันธ์สินค้า

“อ่านบล็อกเพื่อต้องการอ่านความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน เพื่อต้องการนำเอาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจ”

แต่บางคนก็มองว่า หากบล็อกเกอร์ที่ไม่ใช่นักข่าวไปเขียนบล็อก แล้วนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้กับบริษัท เท่ากับเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วย แม้จะไม่ชัดเจนแต่เนื้อหาย่อมเป็นไปเพื่อการประชาสัมพันธ์

“ธรรมชาติของคนตามอ่านบล็อกจะชอบการเขียนที่มาจากตัวตนของบล็อกเกอร์ ซึ่งอ่านๆ ไปจะทราบได้ทันทีว่าบล็อกไหนเขียนเพื่อการโปรโมทสินค้า จากการที่บล็อกเกอร์ใส่ความคิดเห็นลงไปในบทความหรืองานเขียนนั้นทำให้ผลงานการนำเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอร์บางครั้งก็เป็น “ข่าวกึ่งประชาสัมพันธ์”

สำหรับเนื้อหาของบล็อกนั้น กฤษณ์ มองว่าเนื้อหาที่บล็อกเกอร์นำเสนอส่วนใหญ่จะค่อนข้างมีละเอียด และมีมุมมองของผู้เขียน ซึ่งตอบสนองความต้องการของผู้อ่านที่อ่านบล็อกเพราะต้องการอ่านความคิดเห็น ต้องการทราบมุมมองในเรื่องนั้นๆ

“เป็นกลางหรือไม่เป็นกลางในการนำเสนอเนื้อหา ไม่ใช่ประเด็น ถ้าหากไม่มีการบิดเบือนเรื่องจริง” กฤษณ์

ในขณะที่ ณัฐฐา มองว่า ข่าวสารจากบล็อกเกอร์ส่วนใหญ่นำเสนอได้น่าสนใจ ซึ่งความสมบูรณ์ ครบถ้วน รอบด้าน น่าเชื่อถือของเนื้อหาที่บล็อกเกอร์นำเสนอนั้นขึ้นอยู่กับการกลั่นกรองของผู้เขียนเป็นหลัก

ร้อยโทหญิงนิดา บอกว่า รูปแบบการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์คือการนำเสนอข้อมูลและความคิดเห็น ทำให้ชิ้นงานที่บล็อกเกอร์นำเสนอเป็นบทความหรือความคิดห็นส่วนบุคคล ซึ่งหลายครั้งทำให้ผู้อ่านคล้อยตามและเชื่อในข้อมูลที่นำเสนอ

“บางบล็อกนำเสนอข้อมูลไม่ครบถ้วน แต่เน้นการนำเสนอมุมมอง ความคิดเห็น ซึ่งจะต้องเลือกอ่านและวิเคราะห์จากข้อมูลหลายๆ ที่ จากหลายๆ คนมาประกอบกัน”

ส่วนอาจารย์สกุลศรี มองว่า บล็อกเกอร์บางคนมีการสนำเสนอเนื้อดี ให้ความคิดต่อยอดประเด็นได้ ยิ่งถ้าบล็อกไหนมีการอ้างอิงข้อมูล และใส่ลิงค์ (Link) กลับไปที่ต้นตอของข้อมูล มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมและเชื่อมโยงข้อมูลหรือประเด็นต่อไปที่อื่นที่ให้ผู้อ่านสามารถอ่านเพิ่มได้จะยิ่งดี

ส่วนบล็อกเกอร์อย่าง @krapalmก็ยอมรับว่า ภาษาที่ใช้ในการเขียนบล็อกส่วนใหญ่จะเป็นภาษาพูด เน้นอ่านเข้าใจง่าย ไม่อยากรู้ผู้อ่านรู้สึกว่าเขากำลังอ่านหนังสือ หรือเรียงความ อยากให้เขาได้ความรู้สึกเหมือนมีคนเล่าเรื่องราวให้ฟัง

“สไตล์ในการเขียนของผม ก็เน้นการเล่าเรื่องราวๆ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ถ้าเป็นคำศัพท์หรือ keyword สำคัญๆ จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษเลย ไม่ค่อยได้แปลไทย ผมมักจะเขียนทับศัพท์”

@kraplamยังบอกอีกว่า เนื้อหาที่นำเสนอในบล็อกของเขานั้น จะเน้นไปที่อัพเดทข่าวสารที่ตนสนใจและคิดว่าจะมีคนอ่าน “ผมจะพยายามไม่เขียนข่าวที่ตัวเองสนใจ แต่มันเป็นข่าวที่คนอื่นไม่ค่อยอ่าน”

สำหรับ @papayatopบอกว่า ส่วนมากตนจะนำเสอนข่าวสารด้านเทคโนโลยี โดยผสมกันทั้งข่าว บทความ รีวิวสินค้า และส่วนใหญ่จะใช้ภาษาข่าวผสมกับภาษาพูด เขียนแนวคล้ายกับอธิบาย ขยายความให้แจ่มชัดขึ้น โดยจะเน้นใช้ภาษาเข้าใจง่าย เหมือนนั่งคุยกับผู้อ่าน

เช่นเดียวกับ นันท์ชวิชญ์ ชัยภาคย์โสภณ หรือ @yokekungบล็อกเกอร์อีกรายจาก http://www.yokekungworld.com ที่บอกว่า รูปแบบการนำเสนอของตนจะเป็นการวิเคราะห์เทคโนโลยีจากข่าว เป็นบทความ และรีวิวสินค้าตามความรู้สึก เพื่อประโยชน์ที่คนอ่านจะได้รับ โดยมีสไตล์การเขียนเหมือนการโพสกระทู้แนะนำ ไม่ทางการมาก เน้นความเป็นกันเอง แต่พอทำบล็อกเยอะๆ เริ่มเป็นทางการมากขึ้น สำหรับประเด็นที่นำเสนอจะเน้นเรื่องแนวโน้มที่กำลังจะมา มองเทคโนโลยีที่พัฒนา และมองสินค้าปัจจุบันที่สร้างกระแสในตลาด “โดยส่วนตัวมองว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อ แต่ช่วยกันนำเสนอในหลายๆแง่มุม”

กล่าวโดยสรุป พบว่า หากจะนิยามคำว่า “สื่อ”ด้วยนิยามทางด้านวารสารศาสตร์แบบเดิม “บล็อกเกอร์”จะไม่ใช่ “สื่อ”เพราะบล็อกเกอร์ไม่มีกระบวนการทางด้านวารสารศาสตร์ในการผลิตชิ้นงาน บล็อกเกอร์ไม่จำเป็นต้องเลือกประเด็นข่าวจากคุณค่าข่าว แต่บล็อกเกอร์จะเลือกประเด็นข่าวสารตามความสนใจของตนเองและผู้อ่านของตนเป็นหลัก นอกจากนี้บล็อกเกอร์ยังมีรูปแบบการเขียนที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบการเขียนข่าวของนักข่าวที่จะต้องเป็นพีรามิดหัวตั้งหรือพีรามิดหัวกลับ และยังใช้ภาษาพูดในงานเขียน ทั้งยังใส่ความคิดเห็นในงานเขียน และที่สำคัญบล็อกเกอร์ไม่มีการกำหนดกติกาในการทำงานร่วมกัน หรือไม่มีการกำหนดกรอบจรรยาบรรณและจริยธรรมในการรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่ตนนำเสนอไป อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

 

แต่ในทางกลับกัน หากพิจารณาในมิติและบริบทของการสื่อสารยุคดิจิตอลแล้ว ก็สามารถสรุปได้ว่า “บล็อก”เป็น “สื่อ”ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกว่า “สื่อส่วนตัว” หรือ “สื่อส่วนบุคคล” ด้วยเหตุผลที่ว่า บล็อกเกอร์มี Blog ซึ่งเป็น “ช่องทาง”(Channel) ในการติดต่อสื่อสาร ในการนำเสนอข่าวสารเพื่อไปยังกลุ่มคนในวงกว้างได้ เช่นเดียวกับ “สื่อ”(Traditional Media) บล็อกเกอร์มีกลุ่มคนอ่าน หรือกลุ่มผู้รับสารที่แน่นอนจำนวนหนึ่ง และคนอ่านข่าวสารจากบล็อกเหล่านี้ให้คุณค่าของเนื้อหาที่บล็อกเกอร์นำเสนอว่าเป็น “ข่าวสารบวกมุมมอง”ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับสารที่อ่านบล็อกก็เพื่อต้องการอ่านมุมมองและความคิดเห็นของผู้เขียน ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่า “บล็อกเกอร์”ก็คือ “สื่อ”ประเภทหนึ่ง

 

 

2 บทบาทของ “บล็อกเกอร์” กับ “นักข่าว”   

สำหรับบทบาทของบล็อกเกอร์นั้นหลายคนมองว่า บล็อกเกอร์เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการสื่อสารอย่างแน่นอน แต่ระดับของการเป็นสื่อของบล็อกเกอร์นั้นในบางมุมก็เหมือนกับนักข่าว แต่ในบางมุมก็ต่างจากนักข่าวโดยสิ้นเชิง

[6] นักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อหลายคนได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของบล็อกเกอร์ไว้ อาทิ สฤณี อาชวานันทกุล มองว่า บล็อกเกอร์เป็นสื่อได้ และสื่อมวลชนก็เป็นบล็อกเกอร์ได้ เมื่อใดที่บล็อกเกอร์รายงาน “ข่าว” ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เป็นประเด็นสาธารณะ บล็อกเกอร์มีสถานะเทียบเท่าสื่อมวลชน และดังนั้นจึงต้องมีทั้งสิทธิ และจรรยาบรรณเช่นเดียวกับสื่ออาชีพ

นอกจากนี้ [5] “นักข่าว” กับ “บล็อกเกอร์” นั้นมีทั้งจุดเหมือนและจุดต่างในการทำงาน จุดเหมือนก็คือทั้งสองฝ่ายมีช่องทางในการนำเสนอของตัวเอง นักข่าวอาจจะมีบริษัททีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือองค์กรข่าวที่ตัวเองสังกัด ส่วนบล็อกเกอร์ก็มีบล็อกของตัวเอง รวมถึง Social Media ที่ช่วยให้การนำเสนอของตัวเองขยายไปถึงวงกว้างได้มากขึ้น

ส่วนจุดต่างก็คือ นักข่าวนั้นบอกว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนที่จะต้องมาพร้อมกับจริยธรรมในวิชาชีพข่าว ในขณะที่บล็อกเกอร์นั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าตัวเองเป็นสื่อมวลชนหรือไม่ ตลอดจนจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคมยังไม่มีบทบัญญัติชัดเจน

[7] เทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เคยพูดไว้ใน นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ (ในคอลัมน์“จดหมายจากฮาร์วาร์ด”) ว่า ‘บล็อกเกอร์’ คือ ชื่อที่ใช้เรียกคนทำสื่ออิสระทางอินเทอร์เน็ตที่กำลังกลายเป็นทางเลือกใหม่ทางด้านข่าวสารให้คนอเมริกัน และการจะเป็น ‘บล็อกเกอร์’ นั้นไม่ยาก เพียงแค่ขอให้มีเว็บไซต์ของตัวเองและจริงจังกับการหาข้อมูลข่าวสารและการตรวจสอบสังคม ใครๆ ก็สามารถเล่นบทบาทนี้ได้ แต่จะเป็น ‘บล็อกเกอร์’ ที่น่าเชื่อถือได้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่ง ‘บล็อกเกอร์’ เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ท้าทายสื่อกระแสหลักอย่างหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์

 

2.1 บทบาทของ “บล็อกเกอร์”

หากจะกล่าวถึงบทบาทของบล็อกเกอร์ จักรพงษ์ มองว่า บทบาทของบล็อกเกอร์คือ ผู้นำเสนอข้อมูลข่าวสารในมุมมองเชิงบุคคล บล็อกเกอร์นำเสนอในเรื่องที่เขาคิดว่าอยากนำเสนอ มีการใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในเนื้อหาทำให้ข้อมูลข่าวสารจากบล็อกเกอร์ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงเป็นหลัก บล็อกเกอร์ไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สามาธารณะ และสามารถมีเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องรายได้ ค่าตอบแทนจากการเขียนได้ โดยไม่มีใครตำหนิ ตราบใดที่บล็อกเกอร์นั้นไม่ได้นำเสนอข้อมูลที่ละเมิดผู้อื่นหรือทำผิดกฏหมาย

“บล็อกเกอร์ไม่ได้ถูกฝึกมาให้คิดและทำอย่างนักข่าว เขาไม่มีกระบวนการได้มาซึ่งข้อมูล และการพัฒนาออกมาเป็นชิ้นงานข่าวด้วยกระบวนการวารสารศาสตร์เขาเป็นเพียงคนที่มีช่องทาง (Channel) ที่สามารถส่งข้อมูลข่าวสารออกไปหาคนได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น”

ซึ่งเชลงพจน์ มองว่า บล็อกเกอร์ คือ “สื่อส่วนตัว” หรือ “สื่อบุคคล” ที่มีช่องทางในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารจากมุมมองที่ตนเองสนใจ โดยมีตัวเองเป็นแบรนด์(Personal Brand) ซึ่งทำการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์จะคำนึงถึงการนำเสนอตัวตนของตัวเอง ด้วยการนำเสนอมุมมมองส่วนตัว รูปแบบการเขียน และภาษาที่ใช้

“สไตล์การเขียน ภาษาที่ใช้ในการนำเสอของบล็อกเกอร์จึงต้องดูหวือหวา แรง โดน ไม่เหมือนของนักข่าวที่ต้องใช้ภาษาเป็นทางการมากกว่า และมีกรอบของการนำเสนอที่ต้องเป็นกลางในการทำให้ข้อมูลมีความสมดุล”

มีคนมองว่าบล็อกเกอร์เขียนบล็อกเพื่อแสวงหา “ความนิยม”และมี “ความนิยม”เป็นตัวตั้งหรือเป็นวัตถุประสงค์ในการเขียน แต่นักข่าวมี “ความน่าเชื่อถือ” เป็นตัวตั้ง ฉะนั้น การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร บทบาทในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์และนักข่าวจึงมีความแตกต่างกัน

“ความน่าเชื่อถือ กับความนิยมต่างกัน ความน่าเชื่อถือ คือ เชื่อว่าข่าวนี้ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วด้วยกระบวนการวารสารศาสตร์ ส่วนความนิยมในตัวบล็อกเกอร์ คือ ความชอบและความพอใจ ในรูปแบบการนำเสนอและเนื้อหาที่นำเสนอมากกว่าความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ” เชลงพจน์อธิบาย

ส่วนนักวิชาการจะมองว่า ทั้งบล็อกเกอร์และนักข่าว มีบทบาทในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเหมือนกัน แต่นักข่าวจะมีกรอบจริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณที่ชัดเจนกว่าบล็อกเกอร์ ทำให้บทบาทที่สามารถนำเสนอข่าวสารได้เหมือนกันระหว่างบล็อกเกอร์กับนักข่าวมีความแตกต่างกัน

“ทั้งสองเป็นคนนำข้อมูลข่าวสารมาเล่าเรื่องเหมือนกัน และเข้าถึงแหล่งข่าวได้ใกล้เคียงกัน แต่บางครั้งบล็อกเกอร์ไม่ได้คำนึงถึงว่าข้อมูลข่าวสารที่ตนนำเสนอนั้นไปกระทบกระเทือนใครหรือไม่ หรือมีการสร้างสมดุลให้กับข้อมูลข่าวสารที่เสนออกไปแล้วดีพอแล้วหรือยัง ในขณะที่นักข่าวต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา”

ด้วยบทบาทของบล็อกเกอร์ของการเป็นผู้สื่อสารสื่อข้อมูลออกไปสู่คนรับสารได้เหมือนกับนักข่าว ทำให้อาจมองดูแล้วเสมือนว่าบล็อกเกอร์เป็นคู่แข่งของนักข่าวในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่ผู้รับสาร ซึ่งในกรณีนี้ นักวิชาการบางท่านได้ให้ความเห็นไว้ว่า หากนักข่าวไม่มีการปรับตัวและพัฒนาประเด็นของข่าวที่นำเสนอให้มีความลึก รอบด้าน หลากมิติ และหลายมุมมมอง บล็อกเกอร์จะกลายเป็นคู่แข่งของนักข่าวในบทบาทของการสื่อสารข้อมูลอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี นักข่าวสามารถหยิบใช้ข้อมูลข่าวสารของบล็อกเกอร์มาต่อยอดได้ โดยดึงเข้ามาอยู่ในการะบวนการข่าวของตน หรือนำข้อมูลจากบล็อกเกอร์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นข้อมูลเสริมในงานข่าวได้

“เอาจุดแข็งของบล็อกเกอร์กับนักข่าวมารวมกัน จะทำให้ข่าวนั้นมีความครอบคลุมมากขึ้น”

อภิศิลป์เป็นอีกคนหนึ่งที่ยืนยันว่าบทบาทของบล็อกเกอร์ต่างจากบาทบาทของนักข่าว บทบาทของบล็อกเกอร์ คือ สื่อที่มีความเป็นตัวตน มีความเป็นส่วนตัว มีความเป็นศิลปินสูงกว่านักข่าว

“บล็อกเกอร์จะพยายามขายตัวตนของเขาผ่านงานเขียนเยอะมาก ในขณะที่นักข่าวไม่ขายตัวตนของตัวเอง แต่จะขายตัวตนของสำนักข่าวมากกว่า”

ชรัตน์ มองว่า บทบาทของบล็อกเกอร์ คือ การเป็นสื่อมวลชนยุคใหม่ที่เป็นสื่อแบบเฉพาะทาง ซึ่งทุกบทความที่บล็อกเกอร์เขียนและนำเสนอถือเป็นข่าวสารอย่างหนึ่ง ดังนั้นบล็อกเกอร์ควรมีจรรยาบรรณเทียบเท่าสื่อมวลชนที่ทำข่าว เพราะบล็อกเกอร์ถือเป็นปัจจัยหลักสำหรับการพิจารณาสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้วในยุคนี้

ล่าสุด [11] ศาลสูงแห่งเมืองแมสซาชูเซตส์ได้ออกกฎใหม่ ด้วยการเพิ่มนิยามของคำว่า “นักข่าว” ให้รวมเหล่าบล็อกเกอร์เข้าไปด้วยเพื่อให้พวกเขาสามารถเข้ามาดูการไต่สวนและการพิจารณาคดีได้ โดยกฎใหม่ที่ถือว่าบล็อกเกอร์เป็นนักข่าวคนนึงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555

ในขณะที่บล็อกเกอร์ก็มีมุมมองต่อบทบาทของตนเอง [13] คงเดช กี่สุขพันธ บล็อกเกออร์จาก www.kafaak.com หรือ @kafaakบอกว่า “งานเขียนของเราในฐานะบล็อกเกอร์ควรมีความเป็นกลางในการนำเสนอข้อมูลทั้งสองด้าน จงตระหนักไว้ว่าคนที่เข้ามาอ่านงานเขียนของเรา มีความคาดหวังว่าเราจะมีความเป็นกลาง เพราะบล็อกเกอร์มีฐานะใกล้เคียง ค่อนมาทางผู้ใช้งานมากกว่า (อารมณ์ผู้ใช้งานมาแบ่งปันประสบการณ์ในการใช้งานให้ทราบกัน) การไปอวยให้กับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากจนเกินเหตุ อย่าคิดนะครับว่าจะไม่มีใครอ่านแล้วไม่เอะใจ … ความน่าเชื่อถือของท่านในฐานะบล็อกเกอร์จะตกลงไปในทันที  และอิทธิพลของบล็อกเกอร์จะอยู่ที่จำนวนคนที่เข้ามาชมบล็อกของเรา ยิ่งมาก แบรนด์จะยิ่งรู้สึกว่า ไอ้หมอนี่แหละบล็อกเกอร์ที่ควรติดต่อ”

ด้านพูลเพิ่ม พึ่งพระจิตร์ หรือ @darkmasterแห่ง http://darkmastermeal.wordpress.com/ และ http://darkmasterxxx.wordpress.com/  มองว่า สื่อมวลชนมีจรรยาบรรณในแบบของสื่อมวลชน ถ้าบล็อกเกอร์เขียน โดยยึดจรรยาบรรณของสื่อมวลชน ก็ถือว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อได้ แต่โดยพื้นแล้ว บทบาทของบล็อกเกอร์คือเป็น free speech บล็อกเกอร์แต่ละคนไม่ได้เรียนรู้เรื่องกระบวนการวารสารศาสตร์มาโดยตรง ดังนั้นแล้วไม่ควรเหมารวมไปว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อหมด แต่บล็อกเกอร์เป็นสื่อ (Media) ในรูปแบบที่เป็นช่องทาง (Channel) หนึ่งเท่านั้น

วรทรรศน์ วงษ์ไทย หรือ @jetboat26 บล็อกเกอร์จาก  trendy2.mobi บอกว่า บล็อกเกอร์ก็เป็นสื่อ แต่เป็นสื่อพลเมืองมากกว่า สื่อมวลชน และถึงแม้บล็อกเกอร์จะไม่มีสังกัดเป็นองค์กรข่าว แต่บล็อกเกอร์ก็มีจรรยาบรรณในการเขียน มีขอบเขตความเหมาะสมในการนำเสนอเนื้อหาและก็ตรวจสอบกันเองในแวดวง

[14] สมคิด อ้างอรรถวุฒิ เวศรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ Adapter เอเยนซี่ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิตอล วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันบล็อกเกอร์กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความเชื่อมั่น ความศรัทธาในตัวบล็อกเกอร์ที่พวกเขาชื่นชอบจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรม หรือตลอดจนทำให้เกิดพฤติกรรมแบบ Follower ได้ไม่ยาก ดังนั้น บล็อกเกอร์ดาวดังจึงกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังที่นักการตลาด เอเยนซี่ ไขว่คว้าและเสาะหาเพื่อเป็น “สื่อกลาง” ในการถ่ายทอดสารต่างๆ ที่ต้องการ Traditional Media ทั้งหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จะกลายเป็น 1st Source ในการเก็บเกี่ยวข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นจะนำไปถกเถียง สอบถาม พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจาก 2nd Source ทั้งจาก Webboardต่างๆ รวมถึง Blog ของผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ งานแถลงข่าวเป็นอีกงานหนึ่งที่บล็อกเกอร์กลายมาเป็นหนึ่งในแขกรับเชิญนอกเหนือจากนักข่าว Intel , Microsoft Window Live, Google Map หรือแม้แต่โออิชิ ก็ล้วนแล้วแต่อาศัย บล็อกเกอร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ

 

2.2 บทบาทของนักข่าว

ในขณะที่หากจะพูดถึงบทบาทของนักข่าว จักรพงษ์มองว่า บทบาทของนักข่าว คือ การนำเสนอข้อเท็จจริงให้สังคม นำเสนอข้อมูลอย่างเป็นกลาง มีวิธีการเล่าเรื่องแบบมืออาชีพและใช้บริบทแวดล้อมเชิงวารสารศาสตร์ นักข่าวจะพยายามแสวงหาความจริงมาตีแผ่ โดยไม่ใส่อารมณ์ความรู้สึกความคิดเห็นลงในงานข่าว แต่จะนำเสนอข้อมูลโดยอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเป็นตัวตั้ง (Fact-based Information) และนักข่าวมีความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่นำเสอน รับผิดชอบต่อสังคม ทำให้นักช่าวสามารถเป็นผู้ชี้นำสังคมได้ แต่บล็อกเกอร์ไม่ใช่ เพราะบล็อกเกอร์ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นประโยชน์สาธารณะ และไม่ได้นำเสนอด้วยกระบวนการทางวารสารศาสตร์

อาจารย์สกุลศรี บอกว่า บทบาทที่สำคัญของนักข่าว คือ ในฐานะ Gatekeeper คือ การเลือกนำเสนอประเด็นข่าวที่มีคุณค่าต่อสังคมมากกว่าที่จะเลือกนำเสนอเฉพาะประเด็นที่ตนเองสนใจเป็นการเฉพาะเท่านั้น นักข่าวมีบทบาทนำเสนอเรื่องราวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ใช่เป็นประเด็นที่มีความสนใจเป็นการส่วนตัวแต่ในฐานะสื่อมวลชนที่ต้องพิจารณาคุณค่าของ “ข่าว” ที่นำเสนอด้วย

[17] นักข่าวมีบทบาทในการเป็นผู้ควบคุมการหลั่งไหลของข่าวสาร (Gatekeeper) โดยการเปิดปิดให้หรือมิให้ข่าวสารนั้นผ่านไปได้ บุคคลที่ว่านี้ ได้แก่ บรรณาธิการ ผู้ช่วยบรรณาธิการ ที่ทำหน้าที่บรรณาธิกร รวมทั้งผู้สื่อข่าวด้วยที่จะตัดสินใจว่า ควรไปหาข่าวที่ไหน อย่างไร จะสัมภาษณ์ใคร จะถามคำถามว่าอะไร และข้อเท็จจริงใดที่เขาจะใส่ลงไปในข่าวหรือข้อเท็จจริงใดควรละทิ้ง

ขณะที่เชลงพจน์ บอกว่า เส้นแบ่งระหว่างบล็อกเกอร์กับนักข่าวในปัจจุบันดูเหมือนว่าจะก้ำกึ่งกันอยู่ เพราะหากมองเพียงผิวเผินทั้งบล็อกเกอร์และนักข่าวคือผู้นำเสนอข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ แต่ทว่าหากพิจารณาถึงบทบาทที่แท้จริงของนักข่าวแล้ว จะพบว่ามีความแตกต่างจากบทบาทของบล็อกเกอร์อย่างมาก โดยเฉพาะบทบาทในการนำเสนอข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอออกไป ซึ่งบทบาทในส่วนนี้จะเห็นได้ชัดว่านักข่าวจำเป็นต้องมี และมีกรอบจรรยาบรรณและจริยธรรมครอบอยู่ นักข่าวมุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวสารอบู่บนความถูกต้องของข้อมูล โดยคำนึงถึงผลกระทบของผู้ที่ตกเป็นข่าวหรืออยู่ในเนื้อข่าว และผลกระทบของชิ้นงานข่าวนั้นต่อสังคมและประชาชนโดยรวม ในขณะที่บล็อกเกอร์อาจจะไม่ได้พิจารณาถึงปัจจัยนี้เป็นองค์ประกอบหลักในการนำเสนอเนื้อหา

“บทบาทของนักข่าวคือ ผู้นำเสนอข่าว ข้อมูล ข้อเท็จจริง ในรูปขององค์กร หรือสำนักข่าว แต่บล็อกเกอร์คือ สื่อส่วนบุคคล”

ซึ่งมุมมองนี้สอดคล้องกับการให้ความหมายต่อบทบาทของนักข่าวของนักวิชาการหลายรายที่บอกว่า นักข่าวมีบทบาทเป็น ผู้แจ้งข่าวสาร (Informer) รวมถึงเป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ (Watchdog) บทบาทของการเป็นสุนัขเฝ้ายาม(Watchdog) คอยเฝ้าดู จับจ้อง การปฏิบัติงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ ขณะเดียวกันก็ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือกลุ่มอิทธิพลในสังคม กระทำการทุจริตหรือฉกฉวยประโยชน์ของประชาชนโดยไม่ชอบธรรม และบทบาทการเป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ (Ombudsman) เมื่อประชาชนได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ชอบธรรมจากเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนได้มาร้องเรียนเพื่อให้ผู้สื่อข่าวไปสืบเสาะหาข้อเท็จจริงเหล่านั้นมารายงานข่าวต่อไป ทั้งหลายนี้ส่งผลให้นักข่าวมีบทบาทของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ของสังคมได้

อย่างไรก็ดีบทบาทของนักข่าวหรือสื่อมวลชน ปัจจุบันได้ถูกลดบทบาทลงจากในอดีตค่อนข้างมา [12] ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ หัวหน้าภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กล่าวว่า สื่อมวลชนเคยมีบทบาทสำคัญอย่างมากในด้านการกำหนดวาระข่าวสาร (Agenda Setting) ความเป็นตัวกลางการนำคัดและเลือกเสนอข้อมูลข่าวสารในสังคม (Gatekeeper) หรือแนวคิดผู้นำทางความคิดของสังคม (Opinion Leader) แต่ปัจจุบันนี้ บทบาทของสื่อมวลชนซึ่งถือเป็นแกนสำคัญของเหล่านี้ กำลังถูกสื่อใหม่ หรือ “นิวมีเดีย” (New Media) ท้าทาย บทบาทของผู้รับสารส่วนใหญ่ในสังคมก็เปลี่ยนจากเดิมที่เคยเป็นเพียงผู้รับ (Passive Audience) มาเป็นผู้สืบค้นและรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเองแทน (The Active Audience) นอกจากนั้น การไหลของข่าวสารในสังคมจะมีความหลากหลายช่องทางมากขึ้น

[23] เช่นเดียวกับสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น ที่กล่าวว่า วันนี้สื่อมวลชนไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (watch dog) และ “คนเฝ้าประตู” (Gatekeeper) ได้เพียงลำพังอีกต่อไปเพราะปัจจุบัน “หมาเฝ้าบ้าน” มีทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงแต่นักข่าวเท่านั้น

 

 

2.3 จรรยาบรรณ ความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อของข้อมูลข่าวสาร

สำหรับประเด็นของความน่าเชื่อของข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอโดย บล็อกเกอร์ในฐานะสื่อพลเมืองนั้น [9] ปิรันย่า (2550: 237-238) กล่าวว่า ถึงแม้ว่าข้อดีของบล็อก คือ บล็อกเกอร์จะมีอิสระในการนำเสนอเนื้อหาโดยไม่ต้องมีการตรวจสอบจากใครก่อนก็ตาม แต่ข้อด้อยก็มีอยู่ตรงที่ว่าเนื้อหาในบล็อก ถ้าไม่ใช่ผลงานวิจัย หรือวิทยานิพนธ์ที่ทำตามหลักวิชาการ หรือตัวบทกฎหมายแล้ว เนื้อหาข้อมูลเหล่านั้นก็อาจมีความน่าเชื่อถือน้อยถึงน้อยมาก เพราะความน่าเชื่อถือของข้อมูลมักขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของตัวบล็อกเกอร์เองมากกว่า และในบางครั้ง บางประเด็นที่บล็อกเกอร์คัดเลือกเพื่อนำมาทำข่าวขึ้นบล็อกของตนเองจึงอาจมีความน่าเชื่อถือไม่เท่ากับข่าว ประเด็นเดียวกันที่ได้ทำในนามของสื่อมวลชนที่ผ่านการคัดเลือกจากบรรณาธิการ

อย่างไรก็ดี [10] สฤณี (สัมภาษณ์,2554) บอกว่า ถ้าบล็อกเกอร์ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่โปร่งใส ทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ เมื่อไหร่ที่มีคนรู้ ชื่อเสียงจะเสียทันที”

กล่าวโดยสรุปได้ว่า บทบาทของ “บล็อกเกอร์”กับ “สื่อ”นั้น แตกต่างกัน บทบาทของ “บล็อกเกอร์”สื่อที่นำเสนอความคิดเห็นและมุมมอง ในขณะที่ บทบาทของ “สื่อ” คือ การนำเสนอ “ข้อเท็จจริง”ที่ปราศจากความคิดเห็นใดๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.4. ความคาดหวังจาก “บล็อกเกอร์” และ “นักข่าว”

เมื่อมองบล็อกเกอร์กับนักข่าวว่ามีบทบาทในฐานะผู้สื่อสาร หรือผู้สื่อสารข้อมูลและข่าวสารไปยังผู้รับสารได้เหมือนกัน ทำให้ผู้รับสารเกิดความคาดหวังต่อบล็อกเกอร์เหมือนอย่างที่เขาคาดหวังต่อนักข่าว ในทางกลับกันผู้รับสารเองก็เริ่มคาดหวังให้นักข่าวทำงานหนักเพิ่มมากขึ้นให้สมกับบทบาทที่นักข่าวเป็นผู้นำเสนอข้อเท็จจริงและเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” ให้กับสังคม และท้ายที่สุดผู้รับสารคาดหวังว่าจะเห็นการเป็นพันธมิตรร่วมกันระหว่างบล็อกเกอร์กับนักข่าวในเชิงการประสานข้อมูลเพื่อนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้านอย่างแท้จริง

 

2.3.1ควาดคาดหวังของผู้อ่านจากบล็อกเกอร์

ผู้รับสารส่วนใกญ่แม้จะรู้และเข้าใจว่าการอ่านข้อมูลจากบล็อกนั้นเนื้อหาที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นความคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริงที่สามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้ แต่ผู้รับสารจำนวนไม่น้อยก็คาดหวังอยากให้บล็อกเกอร์มีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมานำเสนอให้มากกว่าที่เป็นอยู่

จักรพงษ์ มองว่า บล็อกเกอร์ในปัจจุบันยังขาดความหลาหลายของเนื้อหาที่นำเสนอ อยากให้บล็อกเกอร์เขียนบทความด้วยตนเองมากขึ้น มีความหลากหลายในมุมมองและวิธีการนำเสนอเนื้อหาให้มากว่านี้

นอกจากประเด็นเรื่องการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลแล้วผู้รับสารยังคาดหวังให้บล็อกเกอร์ผลิตชิ้นงานของตนเองมากกว่าที่จะไปนำข้อมูลจากหลายๆ แหล่งมาตัดต่อหรือรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วตามสื่อต่างๆ มานำเสนอซ้ำบนพื้นที่บล็อกของตนเอง เพราะเท่ากับว่าการเข้ามาอ่านบล็อกนั้นไม่ได้เพิ่ม “ข้อมูล”และ “ความรู้” หรือ “มุมมอง” ใดใดเพิ่มขึ้นมา

อาจารย์สกุลศรี บอกว่า อยากให้บล็อกเกอร์อ้างแหล่งที่มาในงานเขียนให้มากกว่านี้ เพราะจะช่วยให้านเขียนมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น และอยากให้บล็อกเกอร์มีประเด็นและเรื่องราวในการนำเสนอที่แตกต่างหลากหลายให้มากกว่านี้

“อ่านบล็อกเพราะชอบที่ข้อมูลที่แตกต่างจากสื่อกระแสหลัก และชอบเนื้อหาที่หลากหลายหาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ แต่บล็อกเกอร์ก็ควรจะอ้างอิงข้อมูลด้วยมาจากที่ไหน จะช่วยทำให้ชิ้นงานนั้นน่าอ่านและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น”

และประเด็นสุดท้ายที่ผู้รับสารคาดหวังจากบล็อกเกอร์ คือ อยากให้บล็อกเกอร์มีกรอบจริยธรรมหรือกรอบจรรยาบรรณในวิชาชีพการเป็นบล็อกเกอร์ อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อประโยชน์ต่อผู้รับสารหรือผู้อ่านบล็อกนั้นๆ จะได้รับประโยชน์จากการอ่านบล็อกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงตัวประกอบของการช่วยให้บล็อกนั้นได้รับความนิยมแต่เพียงอย่างเดียว

เชลงพจน์ เป็นอีกคนหนึ่งที่ต้องการเรียกร้องให้บล็อกเกอร์มีการอ้างแหล่งที่มาของข้อมูลในงานเขียน และอยากให้บล็อกเกอร์คำนึงถึงผลกระทบของงานเขียนของตนเองด้วยว่าได้สร้างหรือก่อความเดือดร้อนให้ใครหรือไม่ ในทางกลับกันอยากให้บล็อกเกอร์พิจารณาว่าข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอนั้นมีคุณค่า คุณประโยชน์ต่อผู้รับสารหรือไม่

“คาดหวังให้บล็อกเกอร์มีความรับผิดชอบต่องานเขียนของตนเอง เคารพงานเขียนของคนอื่น หากมีการไปเอาข้อความ ข้อมูลของคนอื่นมาก็ควรใส่เครดิตให้เจ้าของข้อมูล อย่าลอกข้อมูลแต่อยากให้บล็อกเกอร์เขียนเองให้มาก บล็อกเกอร์เท่าที่เห็นจะลอกกันมากกว่าเขียนเองและส่วนใหญ่ก็ไปแปลข่าวจากต่างประเทศมา ทำให้ในเชิงมุมมองของข้อมูลข่าวสารไม่มีอะไรใหม่”

 

2.5. ความคาดหวังของผู้อ่านจากนักข่าว

สำหรับนักข่าวที่ปัจจุบันเจอกับความท้าทายครั้งใหญ่ในวิชาชีพสื่อมวลชน ผู้รับสารส่วนใหญ่เห็นว่านักข่าวจะต้องทำงานให้หนักมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ และต้องทำงานให้ไวขึ้นด้วย

ผู้อ่านต่างคาดหวังให้นักข่าวนำเสนอข่าวเชิงลึกมากขึ้น ทุกวันนี้นักข่าวค่อนข้างนำเสนอข่าวแบบผิวเผิน เมื่อเทียบกับบล็อกเกอร์แล้วบล็อกเกอร์ก็นำเสนอข่าวสารผิวเผินแบบนั้นได้ นักข่าวในฐานะที่อยู่ใกล้แหล่งข้อมูล ใกล้แหล่งข่าว และมีทักษะในการค้นหาข้อมูล ควรจะลงรายละเอียดข้อมูลเชิงลึกที่บล็อกเกอร์หรือคนทั่วไปหาไม่ได้ เข้าไม่ถึง มานำเสนอ

นอกจากนี้ นักข่าวไม่ควรมองบล็อกเกอร์เป็นคู่แข่งในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่ให้มองบล็อกเกอร์เป็นอีกแหล่งข้อมูลหนึ่งในการที่นักข่าวจะสามารถเข้าถึงและหยิบใช้ข้อมูลเพื่อไปต่อยอดประเด็นข่าว หรือต่อยอดตัวเนื้อหาข่าว และเพื่อเป็นแหล่งข่าวได้หากบล็อกเกอร์นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา แต่อยากให้นักข่าวปรับตัวในการทำงานร่วมกับบล็อกเกอร์ อยากให้นักข่าวหาวิธีการที่จะดึงบล็อกเกอร์ให้เข้ามาอยู่ร่วมในกระบวนการทำข่าว และดึงข้อมูลจากบล็อกเกอร์มาใช้ในงานข่าวด้วยการพัฒนาต่อยอดประเด็น หรือเป็นแหล่งข่าว นอกจากนี้ นักข่าวจะต้องทำการบ้านให้มาก ต้องทำข่าวเจาะลึกที่มีข้อมูลรอบด้าน มีที่มาที่ไปของข่าวนั้นๆ (Background) มีการอธิบายความมากขึ้น ให้บริบทของเนื้อหา (Context) ที่เกี่ยวข้องกับข่าวนั้นได้ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเรื่องราวได้มากขึ้น และง่ายขึ้น

ในประเด็นนี้ เชลงพจน์ ก็มีความเห็นเดียวกันว่า อยากให้นักข่าวทำการบ้านเยอะๆ อย่าตกเป็นเครื่องมือของแหล่งข่าวหรือคนที่ต้องการจะสร้างข่าว นักข่าวควรใช้ทักษะการมองประเด็นข่าว และการค้นหาข้อมูลให้มาก ปัจจุบันนักข่าวยังทำข่าวที่ประเด็นต้นๆ กันอยู่ ซึ่งจะทำให้คนรับสารไม่ได้อะไร อยากให้นักข่าวมีการทำวิจัยข้อมูล ฝึกการนำเสนอข่าวในประเด็นที่มีความซับซ้อน มีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกให้มากกว่านี้

จักรพงษ์ มองว่า นักข่าวต้องนำเสนอความจริง เป็นกลาง และทำข่าวเจาะลึกมากกว่านี้ เพราะข่าวประเด็นรายวันทั่วไป ตอนนี้ใครๆ ก็ทำได้ ทุกคนเป็นนักข่าวในมิตินี้ได้หมด แต่สังคมต้องการทักษะของนักข่าวที่มากกว่าแค่นำเสนอข่าวกระแส ประเด็นข่าวรายวัน ที่ขาดความลึกของข้อมูล

“นักข่าวในยุคนี้ควรก้าวพ้นจากการทำข่าว Breaking News ได้แล้ว แล้วหันไปให้เวลากับการทำข่าวเชิงสืบสวน (Investigative Report) และข่าวเจาะมากขึ้น เพราะข่าวแบบนั้นมันให้คุณค่ากับสังคมมากว่า ส่วนข่าวสั้นทันเหตุการณ์อายมันสั้นมาก ปล่อยให้บล็อกเกอร์หรือใครทำก็ได้”

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้รับสารยังคงต้องการจากนักข่าวอยู่อย่างสม่ำเสมอตลอดมาและจะตลอดไป ก็คือ บทบาทในการทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอความจริง เสนอข้อเท็จจริง ทำความจริงให้ปรากฏ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม ประเทศชาติ และประชาน มีความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่นำเสนอ มีความซื่อสัตย์กับวิชาชีพที่เป็น “หมาเฝ้าบ้าน” ให้กับสังคม และมีความเป็นมืออาชีพ

กล่าวโดยสรุปได้ว่า ผู้รับสารหรือผู้อ่านมีความหวังทั้งต่อ “บล็อกเกอร์”  และ “สื่อ”โดยมีความคาดหวังที่แตกต่างกัน คือ พวกเขาคาดหวังที่จะเห็นบล็อกเกอร์อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล ในกรณีที่เป็นข้อมูลที่บล็อกเกอร์อ้างถึง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลให้มากขึ้น และอยากให้บล็อกเกอร์นำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยการเขียนขึ้นมาเอง ไม่ใช่คัดลอกมาให้อ่าน เพราะถือเป็นการทำซ้ำข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้ว ทำให้ผู้รับสาร หรือคนอ่านบล็อกนั้น ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านบล็อกนั้นๆ และที่สำคัญผู้รับสารอยากให้บล็อกเกอร์แสดงความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่นำเสนออย่างเป็นรูปธรรมโดยอาจจะผ่านรูปแบบของการรวมตัวของบล็อกเกอร์เพื่อกำหนดกรอบจริยธรรม หรือกรอบการทำงานและขอบเขตความรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่บล็อกเกอร์นำเสนอ

 

 

ในขณะที่ผู้รับสารเองก็ตั้งความหวังกับ “สื่อ”เช่นกัน พวกเขาอยากให้ “สื่อ”ยังคงทำหน้าที่เป็น Gatekeeper ในการคัดเลือกประเด็นข่าวสารที่นำเสนอโดยพิจาณาจากคุณค่าของข่าว การนำเสนอข้อเท็จจริง โดยไม่ใส่ความคิดเห็น แต่พวกเขาอยากให้สื่อนำเสนอข่าวในเชิงวิเคราะห์เจาะลึกมากขึ้น ใส่รายละเอียดของเนื้อหาข่าว เพื่อให้ข่าวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องรายละเอียด ที่มาที่ไปของประเด็นข่าว มากกว่าที่จะนำเสนอข่าวสั้น ข่าวแบน ซึ่งข้อมูลข่าวสารแบบนี้ บล็อกเกอร์ก็สามารถนำเสนอได้ นอกจากนี้ผู้รับสารยังอยากให้ “สื่อ”ทำงานร่วมกับ “บล็อกเกอร์”มากกว่าที่จะมองว่าเป็นคู่แข่งกัน ทั้งนี้พวกเขาเชื่อ “สื่อ”สามารถต่อยอดประเด็นที่ “บล็อกเกอร์”นำเสนอได้ลึกกว่า เพราะสื่อมีความสามารถในการใช้กระบวนการทางด้านวารสารศาสตร์ในการค้นหาข้อมูล และนำเสนอ และสื่อยังมีความใกล้ชิดแหล่งข้อมูลหรือแหล่งข่าวมากกว่าบล็อกเกอร์

 

 

 

บทสรุปผลและข้อเสนอแนะ

 

1 บทสรุป

จากการศึกษาถึงทัศนคติ ความเห็นของผู้รับข่าวสาร แล้วพบว่า โดยรวมผู้รับสารยังให้น้ำหนักของความน่าเชื่อของข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอโดยสื่อมวลชนอาชีพมากกว่าบล็อกเกอร์ เหตุเพราะสื่อมวลชนอาชีพมีองค์กรสื่อที่คอยตรวจสอบตัวนักข่าวในขณะที่บล็อกเกอร์ไม่มี และสื่อมวลชนยังมีกรอบจริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณในนำเสนอข่าวสาร ในขณะที่บล็อกเกอร์ไม่มี ทำให้บล็อกเกอร์ดูเป็นอิสระจากความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่ตนเองนำเสนอ แม้ว่าหลายคนอาจจะบอกว่า สังคมและคนอ่านจะเป็นผู้ตรวจสอบและกำกับดูแลข้อมูลข่าวสารที่บล็อกเกอร์นำเสนอ

อย่างไรก็ดี จากการศึกษาพบว่า นิยาม “สื่อมวลชน”ในความเข้าใจและรับรู้ของผู้บริโภคข่าวสารในยุคสมัยนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ความเป็นสื่อมวลชนไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในมือขององค์กรสื่อที่มีกระบวนการทำข่าวในแบบเดิมๆ เพียงลำพังอีกต่อไป เพราะผู้บริโภคข่าวสารให้การยอมรับว่าในยุคนี้ยุคที่อินเทอร์เน็ต เครือข่ายสังคมออนไลน์และเว็บบล็อกมีความแพร่หลายและเข้าถึงงาน ทำให้ใครๆ ก็สามารถเป็น “สื่อ” ได้ โดยที่คำว่า “สื่อ”ที่เข้าใจกันมีทั้งความเหมือนและความต่างกับคำว่า “สื่อมวลชน” ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีนิยามของคำว่า “บล็อกเกอร์”

 

 

จากมุมมองทั้งของผู้บริโภคข่าวสารและจากมุมมองของตัวบล็อกเกอร์เองนั้นก็มีมุมมองเห็นว่า บล็อกเกอร์คือสื่อ และบล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อ คนที่มองว่าบล็อกเกอร์เป็นสื่อ ด้วยเหตุผลที่ว่าบล็อกเกอร์มีพื้นที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารและมีกลุ่มคนอ่านประจำ ในขณะที่คนที่มองว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อ ด้วยเหตุผลหลักคือ บล็อกเกอร์ขาดกระบวนการทางวารสารศาตร์ คือ ขาดการให้คุณค่าของประเด็นข่าวที่ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง แต่จะคำนึงถึงประเด็นที่ตัวเองสนใจเป็นหลัก และอีกปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อ คือ บล็อกเกอร์ไม่มีการกำหนดกรอบจริยธรรมของบล็อกเกอร์ขึ้นมา ซึ่งทำให้ดูเหมือนว่าบล็อกเกอร์ไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่นำเสนอมากเท่ากับสื่อมวลชน

ดังนั้น เมื่อคนมองว่าบล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อ คนจึงไม่ได้คาดหวังต่อบทบาทของบล็อกเกอร์ในฐานะสื่อมวลชน คนเสพข่าวสารจากบล็อกเพียงเพื่อต้องการ “ความคิดเห็น” หรือ “มุมมอง” ของบล็อกเกอร์คนนั้นๆ ต่อประเด็นบางประเด็น มากกว่าจะต้องการเสพ “ข้อเท็จจริง” เป็นหลัก

แต่สำหรับคนที่มองว่าบล็อกเกอร์ก็เป็นสื่อ ก็ยังมีความเห็นว่าบล็อกเกอร์เป็นเพียง “สื่อส่วนตัว”แต่พวกเขาก็คาดหวังกับบทบาทและความรับผิดชอบจากบล็อกเกอร์ในฐานะ “สื่อ”ประเภทหนึ่ง ไม่ว่าจะเรียกว่า “สื่อส่วนตัว” “สื่อพลเมือง”หรือ “สื่อทางเลือก” โดยอยากให้บล็อกเกอร์มีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของตนโดยการเปิดเผยแหล่งที่มา หรืออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อให้กับข่าวสารชิ้นนั้น และตัวบล็อกเกอร์เอง นอกจากนี้คนยังอยากให้บล็อกเกอร์มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างกรอบจริยธรรมหรือกรอบวิชาชีพบล็อกเกอร์เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อได้ของข้อมูลข่าวสารที่บล็อกเกอร์นำเสนอต่อผู้อ่าน

ในขณะที่ตัวบล็อกเกอร์เองมีความคิดเห็นว่าตนเองนั้นก็เป็น “สื่อ” ในฐานะเป็น “ช่องทาง” ในการเผยแพร่ข่าวสารเช่นกัน เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ต้องมีกรอบจริยธรรม หรือกรอบจรรยาบรรณที่เข้มงวดมาคอยควบคุม บล็อกเกอร์จะมีอิสระทางความคิดในการเลือกที่จะนำเสนอประเด็นข่าวสารต่างๆ ได้เอง โดยไม่ต้องมีบรรณาธิการมากำหนดให้ และบล็อกเกอร์เห็นว่าผู้อ่านบล็อกมีความเข้าใจว่าบล็อกเป็นสื่อชนิดหนึ่ง ที่สามารถใส่ความคิดเห็น และมุมมองของผู้เขียนลงไปได้โดยไม่ผิดหลักการทำงาน เพราะคนอ่านบล็อกเพราะต้องการอ่านความคิดเห็นของบล็อกเกอร์ด้วย ไม่ได้เพียงต้องการอ่านแต่ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ซึ่ง “ความเห็น” และ “มุมมอง” คือ จุดเด่น หรือ “ตัวตน” ของความเป็นบล็อก (Blog) นั่นเอง

จากการศึกษาพบว่าผู้รับข่าวสารอยากให้บล็อกเกอร์ควรมีการรวมกลุ่มกันเพื่อจัดระเรียบบล็อกเกอร์ หรือไม่ก็เพื่อสร้างกรอบกติกาในการเป็นบล็อกเกอร์ที่นำเสนอข่าวสารที่มีคุณภาพควบคู่กับความรับผิดชอบ ซึ่งอาจจะเริ่มจากบล็อกเกอร์ในสายข่าวเฉพาะสาย อาทิ สายเทคโนโลยี สารท่องเที่ยว หรือสายความงามก่อนก็ได้ ซึ่งกรอบกติกานี้จะนำมาซึ่งข้อควรปฏิบัติที่ผู้รับสารอยากให้บล็อกเกอร์มี อาทิ การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล การเปิดเผยข้อเท็จจริงว่างานเขียนชิ้นนั้นๆ มีค่าตอบแทนชัดเจนหรือไม่อย่างไร และรวมถึงการแสดงความรับผิดชอบต่องานเขียนของตนเองในกรณีที่งานเขียนนั้นไปสร้างความเดือดร้อนหรือสร้างผลกระทบในเชิงลบต่อบุคคลอื่น เป็นต้น

สรุป เสนอแนะ
•บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อเพราะไม่มีกรอบจรรยาบรรณ

วิชาชีพ

•บล็อกเกอร์ควรรวมตัวกันเพื่อกำหนดกรอบ

จรรยาบรรณหรือกติกาทำงาน

•บล็อกเกอร์มักนำเสนอ “ความเห็น” และ “มุมมอง” มากกว่า “ข้อเท็จจริง” และไม่ค่อยอ้างแหล่งที่มาของข้อมูล •บล็อกเกอร์ควรรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำมาเสนอโดยควรอ้างแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้ง

 

  • บล็อกเกอร์ไม่ใช่สื่อเพราะไม่มีกรอบจรรยาบรรณวิชาชีพ
  • บล็อกเกอร์ควรรวมตัวกันเพื่อกำหนดกรอบจรรยาบรรณหรือกติกาทำงาน
  • บล็อกเกอร์มักนำเสนอ “ความเห็น” และ “มุมมอง” มากกว่า “ข้อเท็จจริง” และไม่ค่อยอ้างแหล่งที่มาของข้อมูล
  • บล็อกเกอร์ควรรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำมาเสนอ โดยควรอ้างแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้ง

ในขณะที่ผู้รับสารเองก็มีข้อเสนอแนะสำหรับนักข่าวเช่นกัน พวกเขาต้องการให้นักข่าวไม่ควรจะมองบล็อกเกอร์เป็นคู่แข่งในบทบาทของการนำเสนอข่าวสาร แต่ให้มองบล็อกเกอร์เป็นส่วนหนึ่งที่นักข่าวสามารถเชื่อมโยงเข้ามาให้อยู่ในกระบวนการทำข่าวได้ ในขณะที่นักข่าวควรจะต้องสร้างความแตกต่างให้กับชิ้นงานข่าวตนเองด้วยการนำเสนอประเด็นและข้อมูลที่เจาะลึกลงรายละเอียด มีการขยายความ มีการอธิบายความ มีการให้ข้อมูลเบื้องหลังหรือที่มาของข่าว นักข่าวควรเน้นการทำข่าวเจาะ ข่างเชิงสืบสวนให้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

สรุป เสนอแนะ
•สื่อนำเสนอแต่ข่าวทั่วไปไม่มีความลึกของข้อมูลไม่นำเสนอข่าวเจาะข่าวที่มีประเด็นแตกต่างจากคนอื่น •สื่อควรจะเน้นทำข่าววิเคราะห์เจาะลึกมากกว่านี้ข่าวที่ให้รายละเอียดและที่มาที่ไปของเรื่องได้มากกว่าแค่รายงานข่าวประจำวัน
•สื่อยังไม่ค่อยตี่นตัวและปรับตัวในโลกของ social media ที่ใครๆก็สามารถรายงานข้อมูลข่าวสารได้ •สื่อต้องอย่ามองบล็อกเกอร์หรือสื่อพลเมืองเป็นคู่แข่งแต่จงมองเป็นพันธมิตรและดึงบล็อกเกอร์มาเป็นแหล่งข่าว

 

2 ข้อเสนอแนะ

2.1 สื่อนำเสนอแต่ข่าวทั่วไป ไม่มีความลึกของข้อมูล ไม่นำเสนอข่าวเจาะ ข่าวที่มีประเด็นแตกต่างจากคนอื่น

2.2 สื่อควรจะเน้นทำข่าววิเคราะห์เจาะลึกมากกว่านี้ ข่าวที่ให้รายละเอียด และที่มาที่ไปของเรื่องได้มากกว่าแค่รายงานข่าวประจำวัน

2.3 สื่อยังไม่ค่อยตี่นตัวและปรับตัว ในโลกของ social media ที่ใครๆ ก็สามารถรายงานข้อมูลข่าวสารได้

2.4 สื่อต้องอย่ามองบล็อกเกอร์ หรือสื่อพลเมืองเป็นคู่แข่ง แต่จงมองเป็นพันธมิตรและดึง

บล็อกเกอร์มาเป็นแหล่งข่าว

 

และสุดท้ายพวกเขาก็มีข้อเสนอแนะสำหรับผู้รับข่าวสารด้วยกันว่า ไม่ว่าจะรับข้อมูลข่าวสารจากทั้งบล็อกเกอร์และนักข่าว ผู้รับสารจะต้องใช้วิจารณญาณให้มาก อย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลข่าวสาร แต่ให้รับรู้ รับฟัง และเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ แหล่ง แล้วนำมาประมวลวิเคราะห์ด้วยตนเอง อย่าตกเป็นเครื่องมือของผู้นำเสนอข่าวสารเพียงเพราะว่าเชื่อในสิ่งที่เขานำเสนอและอย่างหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารเพียงเพราะว่าเขานำเสนอข้อมูลที่เราอยากฟัง อยากรับรู้เท่านั้น

 

 

+++++++++++++++++++

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Social Media Marketing Dictionary: 120 Terms to Know

A

AddThis – AddThis is a social bookmarking service that provides a code users can put on their websites so that when people visit that site, they have the option to share via Facebook, Twitter, etc. Its analytics service can show you which pages are trending, where people are interacting with your brand, and what they’re saying about your content on Twitter.

Algorithm – An algorithm is a set of formulas developed for a computer to perform a certain function. This is important in the social sphere as the algorithms sites like Facebook and Google use are critical for developing content-sharing strategies.

Application Programing Interface (API) – An API is a documented interface that allows one software application to interact with another application. An example of this is the Twitter API.

Avatar – An avatar is an image or username that represents a person online within forums and social networks.

B

BackType – BackType is a social media analytics company that helps companies measure their social engagement. Previously, the service started as a blog comment search engine.

Bitly – Bitly is a free URL shortening service that provides statistics for the links users share online. Bitly is popularly used to condense long URLs to make them easier to share on social networks such as Twitter.

Blip.TV – Blip.TV is an online video sharing site that provides a free and paid platform for individuals and companies who host an online video show.

Blog – Blog is a word that was created from two words: “web log.” Blogs are usually maintained by an individual or a business with regular entries of commentary, descriptions of events, or other material such as graphics or video. Entries are commonly displayed in reverse-chronological order. “Blog” can also be used as a verb, meaning to maintain or add content to a blog.

Blogger – Blogger is a free blogging platform owned by Google that allows individuals and companies to host and publish a blog typically on a subdomain. Example: yourblogname.blogspot.com

Blog Talk Radio – Blog Talk Radio is a free web application that allows users to host live online radio shows.

BoardReader – BoardReader is a free search engine that allows users to search for keywords only in posts and titles of online forums, a popular form of social networking.

Boxee – Boxee is a social video application that allows users to watch online videos on their TVs and computers. Users can share and watch videos from a variety of online videos sources for free.

Bookmarking – Bookmarking online follows the same idea of placing a bookmark in a physical publication–you’re simply marking something you found important, enjoyed, or where you left off to continue reading later. The only difference online is that it’s happening through websites using one of the various bookmarking services available, such as Delicious.

C

Chat – Chat can refer to any kind of communication over the internet but traditionally refers to one-to-one communication through a text-based chat application commonly referred to as instant messaging applications.

Circles – Circles are clusters of a user’s friends on Google+, meaning you can group certain people you choose to connect with on your Google+ into a certain Circle–such as colleagues, college connections, family, etc. When you want to share content with only these individuals, you include that specific Circle in your post’s sharing options.

Collecta – Collecta is a real-time search engine that includes results from blogs, microblogs, news feeds, and photo sharing services as they are published.

Collective Intelligence – Collective intelligence is a shared or group intelligence that emerges from the collaboration and competition of many individuals and appears in consensus decision-making in social networks.

Comment – A comment is a response that is often provided as an answer or reaction to a blog post or message on a social network. Comments are a primary form of two-way communication on the social web.

Compete – Compete is a web-based application that offers users and businesses web analytics and enables people to compare and contrast the statistics for different websites over time.

Connections – The LinkedIn equivalent of a Facebook ‘friend’ is a ‘connection.’ Because LinkedIn is a social networking site, the people you are connecting with are not necessarily people you are friends with, but rather you met in brief, heard speak, or know through another connection.

Craigslist – Craigslist is a popular online commerce site in which users sell a variety of goods and services to other users. The service has been credited for causing the reduction of classified advertising in newspapers across the United States.

Creative Commons – Creative Commons is a nonprofit corporation dedicated to making it easier for people to share and build upon the work of others, consistent with the rules of copyright. It provides free licenses and other legal tools to mark creative work with the freedom the creator wants it to carry, so others can share, remix, use commercially, or any combination thereof.

D

Delicious – Delicious is a free online bookmarking service that lets users save website addresses publicly and privately online so they can be accessed from any device connected to the internet and shared with friends.

Digg – Digg is a social news website that allows members to submit and vote for articles. Articles with the most votes appear on the homepage of the site and subsequently are seen by the largest portion of the site’s membership, as well as other visitors.

Disqus – Disqus is a comment system and moderation tool for your site. This service lets you add next-gen community management and social web integration to any site on any platform.

E

Ebook – An ebook is an electronic version of a printed book. However, most ebooks are not actually available in print (unless you print them). These are typically published in PDF form.

Eventbrite – Eventbrite is a provider of online event management and ticketing services. Eventbrite is free if your event is free. If you sell tickets to your event, Eventbrite collects a fee per ticket.

F

Facebook – Facebook is a social utility that connects people with friends and others who work, study, and live around them. Facebook is the largest social network in the world with more than 800 million users.

Firefox – Firefox is an open-source web browser. It has emerged as one of the most popular web browsers on the internet and allows users to customize their browser through the use of third-party extensions.

Flash Mob – A flash mob is a large group of people who assemble suddenly in a public place, perform an unusual and pointless act for a brief time, then quickly disperse. The term flash mob is generally applied only to gatherings organized via telecommunications, social media, or viral emails.

Flickr – Flickr is a social network based around online picture sharing. The service allows users to store photos online and then share them with others through profiles, groups, sets, and other methods.

Forums – Also known as a message board, a forum is an online discussion site. It originated as the modern equivalent of a traditional bulletin board, and a technological evolution of the dialup bulletin board system.

Follow Friday (#ff) – Follow friday is a trend via the hashtag #ff every Friday on Twitter. Users select other usernames and tweet them with #ff in their post, meaning they recommend following those Twitter users. People tweet at their favorite brands, colleagues, celebrities–you name it!

Foursquare – Foursquare is a social network in which friends share their locations and connect with others in close physical proximity to each other. The service uses a system of digital badges to reward players who “check in” to different types of locations.

Friends – No, not your pals you play poker with on the weekends. We’re talking Facebook friends. These are individuals you consider to be friendly enough with you to see your Facebook profile and engage with you.

G

Google Chrome – Google Chrome is a free web browser produced by Google that fully integrates into its online search system as well as other applications.

Google Documents – Google Documents is a group of web-based office applications that includes tools for word processing, presentations, and spreadsheet analysis. All documents are stored and edited online and allow multiple people to collaborate on a document in real-time.

Google+ – Google+ is Google’s new social network. It differs in that it promotes social sharing that is more similar to how people share in real life by providing features such as one that limits who you are talking to, creating 1-on-1 conversation.

Google Reader – Google Reader is an RSS reader that allows you to aggregate various blogs and sites and collect updates to new content in one location. You can log on whenever you choose, and the latest content from multiple blogs will be in one stream so you don’t have to navigate to each site individually.

Gowalla – Gowalla is a social network in which friends share their locations and connect with others in close psychical proximity to each other.

Groundswell – A social trend in which people use technologies to get the things they need from each other, rather than from traditional institutions like corporations. (Charlene Li and Josh Bernoff, Groundswell, pg. 9)

H

Hangout – A Hangout is a video service on Google+ that allows you to video chat with up to 10 Google+ users are a time. You can name these chats, watch YouTube videos during them, open a Google Doc with colleagues, and much more.

Hashtag – A hashtag is a tag used on the social network Twitter as a way to annotate a message. A hashtag is a word or phrase preceded by a “#.” Example: #yourhashtag. Hashtags are commonly used to show that a tweet, a Twitter message, is related to an event or conference, online or offline.

hi5 – hi5 is a social network focused on the youth market. It is a social entertainment destination, with a focus on delivering a fun and entertainment-driven social experience online to users around the world.

HootSuite – HootSuite is a social media management system that helps brands streamline campaigns across social networks such as Twitter, Facebook, LinkedIn, and Google+ Pages. Teams can collaboratively monitor, engage, and measure the results of social campaigns from one secure, web-based dashboard.

HTML – HyperText Markup Language (HTML) is a programing language for web pages. Think of HTML as the brick-and-mortar of pages on the web. It provides content and structure while CSS supplies style. HTML has changed over the years, and it is on the cusp of its next version: HTML5.

I

Inbound Marketing – Inbound marketing is a style of marketing that essentially focuses permission-based marketing techniques that businesses can use to get found by potential customers, convert those prospects into leads and customers, and analyze the process along the way. Inbound marketing leverages tactics such as SEO, blogging, social media, lead generation, email marketing, lead nurturing, and analytics. It is in direct contrast to outbound marketing, which utilizes traditional interruptive marketing tactics such as direct mail, trade shows, print and TV advertising, and cold calling.

Instagram – Instagram is a photo sharing application that lets users take photos, apply filters to their images, and share the photos instantly on the Instagram network and other social networks like Facebook, Flickr, Twitter, and Foursquare. The app is targeted toward mobile social sharing, and in just over one year, it has gained almost 15 million users. Currently, it is only available for iPhone devices.

Instant Messaging – Instant messaging (IM) is a form of real-time, direct text-based communication between two or more people. More advanced instant messaging software clients also allow enhanced modes of communication, such as live voice or video calling.

J

Joomla – Joomla is a content management system (CMS) that enables users to build websites and online applications.

K

Klout – Klout is a measure of social influence. The service allows users to connect various social accounts such as Facebook, Flickr, YouTube, etc., and then provides every user with his or her Klout score. The score is out of 100–the higher the score, the more inlfuence you have on the social world.

L

Lifecasting – Lifecasting is a continual broadcast of events in a person’s life through digital media. Typically, lifecasting is transmitted through the internet and can involve wearable technology.

Like – A “Like” is an action that can be made by a Facebook user. Instead of writing a comment for a message or a status update, a Facebook user can click the “Like” button as a quick way to show approval and share the message.

Link Building – Link building is an aspect of search engine optimization in which website owners develop strategies to generate links to their site from other websites with the hopes of improving their search engine ranking. Blogging has emerged as a popular method of link building.

LinkedIn – LinkedIn is a business-oriented social networking site. Founded in December 2002 and launched in May 2003, it is mainly used for professional networking. As of June 2010, LinkedIn had more than 70 million registered users, spanning more than 200 countries and territories worldwide.

LinkedIn Today – LinkedIn Today is LinkedIn’s own version of a social news service. Every industry on LinkedIn (marketing, journalism, technology, etc.) has its own LinkedIn Today. Stories are selected based off which ones are posted and shared the most by users of LinkedIn.

Lurker – A lurker online is a person who reads discussions on a message board, newsgroup, social network, or other interactive system, but rarely or never participates in the discussion.

M

Mashup – A content mashup contains multiple types of media drawn from pre-existing sources to create a new work. Digital mashups allow individuals or businesses to create new pieces of content by combining multiple online content sources.

Meme – A meme on the internet is used to describe a thought, idea, joke, or concept to be shared online. It is typically an image with text above and below it, but can also come in video and link form. A popular example is the “I Can Has Cheezburger?” cat meme that turned into an entire site of memes.

MySpace – MySpace is a social networking website owned by News Corporation. MySpace became the most popular social networking site in the United States in June 2006 and was overtaken internationally by its main competitor, Facebook, in April 2008.

Punchbowl – Punchbowl.com is a social site that facilitates party planning and provides members with ideas, invitations, favors, gift registries, photo/video sharing, and more.

N

News Feed – A news feed is literally a feed full of news. On Facebook, the News Feed is the homepage of users’ accounts where they can see all the latest updates from their friends. The news feed on Twitter is called Timeline (not to get confused with Facebook’s new look, also called Timeline).

O

Opera – Opera is an open-source web browser. While not as popular as Firefox, Opera is used as the default browser on some gaming systems and mobile devices.

Orkut – Orkut is a social networking website that is owned and operated by Google. The website is named after its creator, Google employee OrkutBüyükkökten. Although Orkut is less popular in the United States than competitors Facebook and MySpace, it is one of the most visited websites in India and Brazil.

P

Pandora – Pandora is a social online radio station that allows users to create stations based on their favorite artists and types of music.

Permalink – A permalink is an address or URL of a particular post within a blog or website.

Podcast – A podcast, or non-streamed webcast, is a series of digital media files, either audio or video, that are released episodically and often downloaded through an RSS feed.

Posterous – Posterous is a blogging and content syndication platform that allows users to post content from any computer or mobile device by sending an e-mail.

PostRank – PostRank monitors and collects social engagement related to content around the web. Essentially it helps publishers understand which type of content promotes sharing on the social web.

Q

Qik – Qik is an online video streaming service that lets users stream video live from their mobile phones to the web.

Quantcast – Quantcast provides website traffic and demographics for websites. The tool is primarily used by online advertisers looking to target specific demographics.

R

Real-Time Search – Real-time search is the method of indexing content being published online into search engine results with virtually no delay.

Reddit – Reddit is similar to Digg. It is a social news site that is built upon a community of users who share and comment on stories.

Retweet – A retweet is when someone on Twitter sees your message and decides to re-share it with his/her followers. A retweet button allows them to quickly resend the message with attribution to the original sharer’s name.

RSS Feed – RSS (Really Simple Syndication) is a family of  web feed formats used to publish frequently updated content such as blogs and videos in a standardized format. Content publishers can syndicate a feed, which allows users to subscribe to the content and read it when they please, and from a location other than the website (such as reader services like Google Reader).

RSS Reader – An RSS reader allows users to aggregate articles from multiple websites into one place using RSS feeds. The purpose of these aggregators is to allow for a faster and more efficient consumption of information. An example of an RSS Reader is Google Reader.

S

Scribd – Scribd turns document formats such as PDF, Word, and PowerPoint into a web document for viewing and sharing online.

Search Engine Optimization – Search engine optimization is the process of improving the volume or quality of traffic to a website from search engines via unpaid or organic search traffic.

Second Life – Second Life is an online virtual world developed by Linden Lab that was launched on June 23, 2003. Users are called “residents,” and they interact with each other through avatars. Residents can explore, meet other residents, socialize, participate in individual and group activities, create and trade virtual property and services with one another, and travel throughout the world.

Seesmic – Seesmic is a popular desktop and mobile social application. Using APIs, Seesmic allows users to share content on social networks such as Twitter and Google Buzz from the same application.

Sentiment – Sentiment is normally referred to as the attitude of user comments related to a brand online. Some social media monitoring tools measure sentiment.

SlideShare – SlideShare is an online social network for sharing presentations and documents. Users can favorite and embed presentations as well as share them on other social networks such as Twitter and Facebook.

Skype – Skype is a free program that allows for text, audio, and video chats between users. Additionally, users can purchase plans to receive phone calls through their Skype account.

Social Media – Social media is media designed to be disseminated through social interaction, created using highly accessible and scalable publishing techniques.

Social Media Monitoring – Social media monitoring is a process of monitoring and responding to mentions related to a business that occur in social media.

StumbleUpon – StumbleUpon is a free web-browser extension that acts as an intelligent browsing tool for discovering and sharing web sites.

T

Tag Cloud – A tag cloud is a visual depiction of user-generated tags, or simply the word content of a site, typically used to describe the content of web sites.

Technorati – Technorati is a popular blog search engine that also provides categories and authority rankings for blogs.

Timeline – Timeline is the new Facebook format for personal profiles. It is essentially a digital scrapbook of a user’s life, displaying their profile in an actual timeline format so they can see at exactly what point in time something a story occurred.

Trend – A trend is seen on every social network. Facebook shows what is trending when multiple users are sharing the same link or discussing the same topic. Google+ highlights trending topic when a user conducts a search. Twitter has a section to the bottom right of its home feed which clearly shows what topics and hashtags are trending in tweets. And LinkedIn shows what industries (in LinkedIn Today) that a certain story is popular.

Tumblr – Tumblr lets users share content in the form of a blog. Users can post text, photos, quotes, links, music, and videos from your browser, phone, desktop, or email.

TweetDeck – TweetDeck is an application that connects users with contacts across Twitter, Facebook, MySpace, LinkedIn, and more.

Tweetup – A tweetup is an organized or impromptu gathering of people that use Twitter.

Twitter – Twitter is a platform that allows users to share 140-character-long messages publicly. User can “follow” each other as a way of subscribing to each others’ messages. Additionally, users can use the @username command to direct a message toward another Twitter user.

Twitter Chat – A Twitter Chat is a chat or discussion that is held on Twitter and is open to all users. Questions are prompted from the user hosting the chat, while anyone else can respond using a particular hashtag. The hashtag is the marker for someone participating in the chat. HubSpot has its own chats hosted every other Tuesday via the hashtag #inboundchat.

Twitter Search – Twitter Search is a search engine operated by Twitter to search for Twitter messages and users in real time.

TypePad – TypePad is a free and paid blogging platform similar to Blogger. It allows users to host and publish their own blogs.

U

Unconference – An unconference is a facilitated, participant-driven conference centered on a theme or purpose. The term “unconference” has been applied, or self-applied, to a wide range of gatherings that try to avoid one or more aspects of a conventional conference, such as high fees and sponsored presentations.

USTREAM – USTREAM is a live interactive broadcast platform that enables anyone with an internet connection and a camera to engage and stream video online.

URL – A URL is most popularly known as the “address” of a web page on the web (e.g. http://www.example.com)

V

Video Blog – A video blog is a blog the produces regular video content often around the same theme on a daily or weekly basis. An example of a successful video blog is Wine Library TV.

Viddler – Viddler is a popular video sharing site similar to YouTube and Vimeo in which users can upload videos to be hosted online and shared and watched by others.

Vimeo – Vimeo is a popular video sharing service in which users can upload videos to be hosted online and shared and watched by others. Vimeo user videos are often more artistic, and the service does not allow commercial video content.

Viral Marketing – Viral marketing refers to marketing techniques that use pre-existing social networks to produce increases in brand awareness or to achieve other marketing objectives through self-replicating viral processes.

W

Web Analytics – Web analytics is the measurement, collection, analysis, and reporting of internet data for purposes of understanding and optimizing web usage.

Webinar – A webinar is used to conduct live meetings, training, or presentations via the internet.

Widget – A widget is an element of a graphical user interface that displays an information arrangement changeable by the user, such as a window or text box.

Wiki – A wiki is a website that allows the easy creation and editing of any number of interlinked web pages via a web browser, allowing for collaboration between users.

Wikipedia – Wikipedia is a free, web-based, collaborative, multilingual encyclopedia project supported by the non-profit Wikimedia Foundation. Its millions of articles have been written collaboratively by volunteers around the world, and almost all of its articles can be edited by anyone with access to the site.

WordPress – WordPress is a content management system and contains blog publishing tools that allow users to host and publish blogs.

Y

Yammer – Yammer is a business communication tool that operates as an internal Twitter-like messaging system for employees within an organization. It is used to provide real-time communication and reduce the need for e-mail.

Yelp – Yelp is a social network and local search website that provides users with a platform to review, rate, and discuss local businesses.

YouTube – YouTube is a video-sharing website on which users can upload, share, and view videos. Three former PayPal employees created YouTube in February 2005. In November 2006, YouTube, LLC was bought by Google Inc. for $1.65 billion, and is now operated as a subsidiary of Google. YouTube is the largest video sharing site in the world.

Zoho – Zoho is a suite of online web applications geared toward business productivity and collaboration.

Zooomr – Zooomr is a online photo sharing service similar to Flickr.

What terms did I forget? What would you like to see added to this list?

ที่มาข้อมูล : http://blog.hubspot.com/blog/tabid/6307/bid/6126/The-Ultimate-Glossary-120-Social-Media-Marketing-Terms-Explained.aspx

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Admin

ผู้สื่อข่าวด้านไอที